AkaFuri--Oni-no-Kiseki

[KnB AkaFuri] Oni no Kiseki (Ch.20)

posted on 24 Feb 2016 21:40 by akaki-kouga in AkaFuri--Oni-no-Kiseki directory Fiction

 

Title : Oni no Kiseki

 

 

Chapter 20 เพลงกล่อมเด็กของเหล่ายักษ์

 

 

 

มือเรียวลูบเรือนผมสีน้ำตานุ่มนิ่มของคนที่กำลังหลับฝันอยู่ในห้วงนิทรา เขายกตัวขึ้น ก้มมองใบหน้าที่กำลังหลับตาพริ้มและขยับตัวซุกเข้าหาความอุ่น

 

ดวงตาสองสีคู่คมหรี่ลงนิดๆเมื่อก้มมองเด็กหนุ่มตรงหน้าด้วยแววตายากจะอธิบาย ริมฝีปากได้รูปสัมผัสลงบนหน้าผากมลด้วยความพึงพอใจเล็กๆ

 

ถึงไม่รู้ว่าอีกฝ่ายกำลังฝันอะไร แต่ท่าทางคงจะเป็นฝันดีล่ะนะ…

 

แสงแดดสาดส่องลงมาผ่านม่านกั้นธรรมชาติอย่างใบหน้าจากต้นไม้ใหญ่ ดอกซากุระปลิวไสวตามสายลมเย็นสบายและถูกพัดลงมาบนเรือนผมของพวกเขา

 

ดวงตาสีแดงสวยจ้องมองเข้าไปในดวงตาสีน้ำตาลคู่นั้นนิ่งๆและยื่นใบหน้าเข้าไปใกล้อย่างเชื่องช้าโดยที่อีกฝ่ายก็ไม่มีท่าทีอะไรนอกจากนั่งนิ่งๆเท่านั้น

 

“อือ...”

 

ริมฝีปากเล็กถูกกดลงบนริมมฝีปากนุ่มของใครอีกคน เด็กชายเรือนผมสีน้ำตาลหลับตาปี๋เมื่อนอกจากจะสัมผัสได้ถึงลมหายใจอุ่นร้อนแล้ว คราวนี้อีกฝ่ายยังจงใจสอดลิ้นเข้ามาอีกด้วย ข้อมือข้างหนึ่งถูกจับเอาไว้แน่นทำให้เขาดิ้นได้ไม่ถนัดนัก แถมมืออีกฝ่ายยังประคองกอดแผ่นหลังของเขาให้เข้าไปใกล้ตนเองอีกด้วย

 

ลิ้นเล็กเกี่ยวกวัดเข้ามาในโพรงปากอย่างเชี่ยวชาญ คนถูกจู่โจมสะดุ้งนิดๆจนแผ่นหลังชนพิงกับต้นไม้ใหญ่ด้านหลัง เมื่อเขาเผลอลืมตาขึ้นมาทำให้เห็นแผขนตายาวของใครอีกคนที่กำลังหลับตาราวกับกำลังซึมซับบางอย่างเอาไว้ และเมื่อสายตาของเด็กชายทั้งสองสบประสานกันอีกครั้ง แผ่นหลังของฟุริฮาตะก็ปะทะเข้ากับพื้นหญ้าด้านร่างเสียแล้ว โดยที่มีร่างของเด็กชายอีกคนตามมาทาบทับเอาไว้ มือเล็กสองข้างยันพื้นด้านล่างแล้วก้มมองลงมา

 

“พะ...พอ...แล้วเหรอ?” คนส่งเสียงถามหายใจหอบนิดๆ เบือนสายตาหนีมีสีหน้าแดงเรื่อด้วยความเขินอาย

 

“อืม...ฉันไม่อยากให้นายเป็นลมไปก่อนหรอกนะ....”

 

“……”

 

ร่างเล็กย่นคิ้วอย่างไม่ชอบใจเท่าไหร่ ถึงการกินอาหารของอีกฝ่ายจะทำเขาหมดแรงได้ทุกรอบก็ตามที ถ้าไม่ด้วยเลือดก็มักจะด้วยการทำแบบนี้

 

และพอเป็นแบบนั้นก็อดที่จะทำให้ใบหน้าร้อนผ่าวทุกครั้งไม่ได้

 

“เขินอีกแล้วหรือ?”

 

คนด้านบนกระตุกริมฝีปากยิ้มเจ้าเล่ห์เมื่อเห็นปฏิกิริยาแบบนั้นของเด็กน้อยน่าเอ็นดูที่เบือนหน้าหลบสายตาไปทางอื่นพร้อมกับยกมือสองข้างขึ้นมาปิดใบหน้าตัวเอง ได้เห็นกี่ทีก็อดที่จะยิ้มตามให้กับท่าทางแบบนั้นไม่ได้

 

“ก็มัน....ถึงจะเป็นครั้งที่สองแล้วก็เถอะ...” แต่ยังไงมันก็ยังรู้สึกแปลกๆอยู่ดีนี่นา...

 

“รู้สึกแปลกๆ? คงใช่ล่ะนะ....” คนอ่านใจแล้วเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย

 

“……” คงใช่อะไรกันล่ะ.... ฟุริฮาตะหรี่ตามอง

 

“นี่...จะว่าไปแล้วรู้อะไรไหม?”

 

“รู้อะไรล่ะ?” ฟุริฮาตะเลื่อนสายตามองเด็กชายอีกคนซึ่งทิ้งตัวนอนแนบหน้าลงบนอกเขา ด้วบความที่ใกล้เข้าไปอีก ก็ยิ่งทำให้หัวใจเขาเต้นรัวขึ้นไปอีกไม่รู้ตั้งกี่เท่า

 

“ถ้าหากได้ให้จูบแรกกับใครซักคนไปแล้ว...ก็จะต้องแต่งงานและใช้ชีวิตอยู่กับคนๆนั้นไปตลอดชีวิตล่ะ...” อาคาชิเงยหน้าขึ้น ดวงตาสีแดงคู่สวยจ้องเข้าไปในดวงตาของอีกฝ่าย

 

“ห๊ะ!?” ฟุริฮาตะหน้าแดงวาบ “ตะ...แต่งงาน....ถ้างั้นฉันก็ต้อง....”

 

“แต่งกับฉันไง” เด็กชายเรือนผมสีแดงชี้หน้าตัวเองด้วยรอยยิ้มพราวระยับ

 

แน่นอนว่ามันเป็นเรื่องโกหก แต่ท่าทางฟุริฮาตะคงเชื่อไปแล้ว

 

“จ..จริงเหรอ...” ทำหน้าแบบไม่ไว้ใจสุดๆ แต่แน่นอนว่ากว่า80เปอร์เซ็นฟุริฮาตะก็มักจะเชื่อตามสิ่งที่อาคาชิพูด

 

“จริงสิ”

 

“……” หลังจากนั้นฟุริฮาตะก็อ้ำอึ้งไปเหมือนคนไปไม่ถูก ส่วนเด็กชายอีกคนกลับมองท่าทางกระวนกระวายนั้นด้วยความสนุกสนาน

 

 

 

 

 

ช่วงนี้ไม่เห็นอาคาชิหลายวัน ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา อาคาชิก็หายไปเลย...นั่นทำให้ฟุริฮาตะรู้สึกประหลาดใจ เพราะอย่างน้อย เจ้าตัวก็จะชอบแวะเวียนเข้ามาหาเขาบ้าง แต่ตอนนี้กลับไม่มีเลยสักครั้ง

 

ผ่านมากว่าสองอาทิตย์หลังวันพระจันทร์สีเลือดในครั้งนั้นก็ยังไม่มีอะไรเกิดขึ้น

 

ฟุริฮาตะจึงฉวยโอกาสในตอนที่ทุกคนไม่ว่างลองเดินเข้าป่าคนเดียวไปคนเดียว ย้ำว่าคนเดียว เพราะคุโรโกะนั้นติดภารกิจที่ต้องทำ ส่วนคนในบ้านของของก็ไม่มีใครว่างเลยสักคน เพราะงั้นตอนนี้จึงเป็นโอกาส ถึงยังไงก็เข้าป่าไปคนเดียวบ่อยๆอยู่แล้วฟุริฮาตะเลยคิดว่าไม่มีปัญหา

 

แต่ปัญหามันคงกลับมาภายหลัง หากคุโรโกะมารู้ทีหลังว่าเขาหนีออกจากบ้านไปโดยไม่บอกกล่าวอีกแล้ว

 

เมื่อเดินลัดเลาะผ่านแนวป่าคุ้นเคยด้านในไปเรื่อยๆ ผ่านต้นคิเซคิที่ยังคงส่องแสงให้ความสว่างอย่างงดงาม แม้ว่าตอนนี้จะเป็นเวลาเย็นแล้วก็ตาม หลังจากผ่านเขตต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์และเดินเลาะเข้าไปเรื่อยๆนานกว่าสามสิบนาที และนั่นก็ทำให้ฟุริฮาตะเห็นเขตแดนบางอย่าง มันเป็นคล้ายๆกำแพงโปร่งใสสีแดงเรืองๆ

 

ฟุริฮาตะเหลือบสายตามองไปรอบๆ ตรงที่ๆเขายืนอยู่เป็นกำแพงสองข้างขนาบออกด้านข้าง ตรงหน้ามีประตูขนาใหญ่ท่าทางแข็งแรงสูงกว่าสองสองสามเมตรที่ดูคล้ายประตูเมือง และนั่นก็ดูเหมือนว่าเขาจะต้องผ่านตรงนี้

 

เขามองซ้ายมองขวาด้วยความระวังตัว ไม่รู้จะทำยังไงต่อจากนี้ เพราะเขาก็ยังไม่เคยผ่านตรงนี้มาก่อน ฟุริฮาตะยังไม่เคยเห็นหมู่บ้านของยักษ์มาก่อนด้วยซ้ำ แม้แต่บ้านของอาคาชิฟุริฮาตะก็ยังไม่เคยเห็นเต็มๆตาเลยด้วย มาที่นี่ทีไรเขาก็มักจะถูกพาเข้าด้านในตลอดเลยไม่รู้ที่ทางมากนัก

 

"เจ้าเป็นใคร?"

 

“!!”

 

ระหว่างที่ถูกทักจากด้านหลังกะทันหัน ฟุริสะดุ้งเฮือกและหันไปมองด้วยท่าทีลนลานอย่างคนทำอะไรไม่ถูก

 

"มนุษย์รึ หลงเข้ามา?"

 

คนๆนี้คงไม่ใช่มนุษย์ เพราะเขาสีขาวที่อยู่บนศีรษะอีกฝ่ายนั้นเป็นตัวบอกได้อย่างดี ไม่คิดจะปิดบังตั้งแต่แรก หรืออาจไม่จำเป็นต้องปิดมากกว่า

 

"เอ่อ...ค...คือ มาหาอาคาชิน่ะครับ"

 

"ท่านเจ้าโอนิเซย์? เจ้าเป็นสายให้กับที่ไหนรือเปล่า" ชายหนุ่มมองด้วยสายตาไม่ไว้ใจ "แถมยังเรียกชื่อไม่ให้เกียรติท่านด้วยแบบนี้ เจ้าเป็นใครกันแน่!!"

 

"......" ฟุริฮาตะลนลานตอบไม่ถูก เหงื่อเริ่มไหลออกมาเล็กน้อย แม้ว่าอากาศจะหนาวก็ตาม แต่ยิ่งเขามีท่าทีน่าสงสัยเท่าไหร่ ยักษ์ตนนี้ก็ยิ่งจ้องเขาอย่างจับผิดมากขึ้นไปอีก

 

“เห็นทีว่าข้าต้องไปสอบ---”

 

"ฟุริ! มาทำอะไรที่นี่เนี่ย! แถมยังเป็นตอนนี้อีก"

 

อาโอมิเนะกระโดดเข้ามาหาจากป่าแถบหนึ่งได้อย่างทันท่วงที เขาหันหน้าไปหาชาวบ้านที่ยืนตรงนั้น "เจ้าน่ะ...ถ้าหากทำธุระข้างนอกเสร็จก็รีบกลับเข้าไปด้านในได้แล้ว" เด็กหนุ่มผิวแทนเอ่ยปากไล่ เพราะขืนอยู่ตรงนี้ต่อไปก็ไม่ได้อะไรอยู่ดี

 

"ครับ"

 

ยักษ์ตนนั้นก้มหน้าทำความเคารพ แม้อาโอมิเนะจะอายุน้อยกว่าตน แต่ก็ยังเป็นยักษ์ชั้นสูงที่ต้องให้การยอมรัย ชายคนนั้นเดินจากไปแต่โดยดี แต่ก่อนเดินไปก็ยังมิวายหันกลับมองฟุริฮาตะด้วยสายตาสงสัยใคร่รู้ เห็นดังนั้นอาโอมิเนะจึงส่งสายตาไล่ หมอนั่นถึงไปได้ซักที

 

"ทีหลังถ้าจะมาล่ะก็บอกก่อนนะ จะได้ให้ใครไปรับ" ยักษ์หนุ่มผิวเข้มหันหน้าไปบอกคนตัวเล็กกว่า พลางนึกในใจว่าถ้าเมื่อกี้เขามาไม่ทันคงได้มีเรื่องแหง

 

บอกยังไงล่ะนั่น…ฟุริฮาตะคิดในใจเงียบๆ

 

อาโอมิเนะเหลือบสายตามองเด็กหนุ่มตรงหน้าเล็กน้อยแล้วหรี่ตาลง เพราะจับกระแสจิตบางๆของฟุริฮาตะได้ เขาถึงได้รีบตรงดิ่งมาหาเพราะกลัวว่าคนในเผ่าจะมาเจอตัวเข้า และมันก็เป็นอย่างที่คิดจริงๆ

 

"แล้วตอนนี้เกิดอะไรขึ้นเหรอ?" เขากำลังถามเรื่องที่ใครบางคนไม่ยอมติดต่อหรือแม้แต่จะมาหาเลยสักนิด อาโอมิเนะที่ดูเหมือนจะรู้ดีก็พยักหน้าขึ้นลงเล็กน้อย

 

"ช่วงนี้อาคาชิอาการไม่ค่อยดีน่ะ หมอนั่นคงไม่ว่างไปหานายสักพักนะ" เขาเกาหัว อธิบายไม่ถูก และก็ไม่อยากจะอธิบายอะไรด้วยซ้ำ

 

"เขาเป็นอะไร?" เพราะเห็นท่าทางแบบนั้นของอาโอมิเนะทำให้ฟุริฮาตะยิ่งสงสัยเข้าไปใหญ่

 

"เอ่อ..." เด็กหนุ่มร่างสูงกรอกตาเหงื่อตกนิดๆ กะแล้วไม่มีผิดว่าต้องถูกถามต่อจากนั้น ก็หมอนี่เป็นพวกห่วงคนอื่นก่อนตัวเองอยู่แล้วนี่

 

"พาฉันไปดูหน่อยสิ ตอนนี้เลย เผื่อจะช่วยอะไรได้บ้าง!" ฟุริฮาตะบอกอย่างกะตือรือร้น

 

"ไม่ดีหรอกมั้ง" เด็กหนุ่มผมแทนหลบตา ไม่กล้าจ้องสายตาจริงจังแบบนั้นตรงๆ "หมอนั่นสั่งไว้ไม่ให้ใครเข้าใกล้ด้วยสิ ตอนนี้ก็เลยมีมิโดริมะคอยให้ยาระงับประสาทเป็นพักๆ อุ๊บ...." เผลอพูดมากไปแล้ว

 

"ยาระงับประสาท!? อาคาชิเป็นอะไรน่ะ!! พาฉันไปหาหน่อยสิอาโอมิเนะ! ฉันก็อยากช่วยเหมือนกันนะ" ถึงกับต้องใช้ยาแบบนั้นช่วยเลยเหรอ แบบนั้นมันไม่ปกติแล้วนะ!

 

ทำท่าลังเลอยู่สักพัก อาโอมิเนะถึงเอ่ยถามอย่างไม่แน่ใจเท่าไหร่

 

"อยากช่วยจริงดิ แต่ฉันว่าถึงไปก็ช่วยอะไรไม่ได้หรอก"

 

"เอาเถอะน่า! ไม่รองดูก็ไม่รู้หรอก ไม่งั้นฉันจะเข้าไปทางนี้แล้วนะ" เห็นอีกฝ่ายยึกยักอยู่นานฟุริฮาตะถึงสาวเท้าเดินไปหน้าประตูใหญ่แทน นั่นยิ่งทำให้อาโอมิเนะลนลานรีบคว้าตัวเอาไว้โดยเร็ว

 

"เฮ้ยๆ ทางนั้นไม่ได้!"

 

"ถ้างั้นก็พาฉันไปหน่อยสิ!"

 

“……”

 

ไม่รู้จะทำยังไงดี อาโอมิเนะเลยพาเด็กหนุ่มขึ้นหลังและกระโดดพาฟุริฮาตะไปอีกทางที่ไม่ใช่ทางเข้าหมู่บ้านแทน

 

 

 

 

 

 

"อึก!....." เสียงกัดริมฝีปากดังขึ้นพร้อมๆกับที่เสียงคำรามในลำคอดังออกมาให้ได้ยินเช่นเดียวกัน มือเรียวปัดป่ายไปรอบๆ สัมผัสได้ถึงผ้าห่มผืนหนา เล็บที่งอกยาวออกมาเพราะควบคุมไม่ได้นั้นจิกลงไปบนนั้นแน่นเพื่อระบายความอึดอัดและปวดร้าว

 

"นี่ไหวไหม....นายควรนอนพักก่อนนะ ถึงนั่งอยู่แบบนี้ก็ไม่ได้อะไร" มิโดริมะเดินเข้ามาคุกเข่าข้างผูกนอน ดูอาการและถามด้วยความเป็นห่วง

 

"ชินทาโร่....นายเอายาพวกนั้นมาให้หมดแล้วไปซะ บอกคนอื่นๆให้ออกไปให้หมดด้วย ห้ามใครเข้าใกล้คฤหาสน์จนกว่าฉันจะเรียกกลับ"