[AkaFuri] Ai No Kagi Ch.2.4

posted on 16 Mar 2016 13:29 by akaki-kouga in AkaFuri--Ai-no-Kagi directory Fiction

 

Ai No Kagi

 

 

Chapter 2.4 Wind and sun สายลมและแสงแดด

 

 

 

 

สายลมยามเย็นพัดมาเป็นระลอก ในตอนนี้เป็นช่วงเวลาเย็นแล้ว ท้องฟ้าแปรเปลื่ยนเป็นสีส้มสวยงามส่องประกายเข้ามาในดวงตาของเขา บรรยากาศรอบๆที่เข้าได้เฝ้ามองมานานหลายปีถึงยังไงก็ยังน่าจดจำไม่เปลี่ยน

 

"อยู่ที่นี่น่ะสงบมากเลยนะ บรรยากาศก็ดี มีเด็กๆ เต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ แม้ว่าพวกเค้าจะไร้บ้าน ไร้ที่พักพิงอาศัย แต่พอได้มาอยู่รวมกันแบบนี้ พวกเขาก็ถือเป็นครอบครัวเดียวกันล่ะ" ริมฝีปากบางยกขึ้นเป็นรอยยิ้มสวยอย่างน่ามอง ฟุริฮาตะยิ้มกว้างขึ้นไปอีกเมื่อพูดถึงเรื่องเด็กๆเหล่านั้นที่ตนมีหน้าที่ต้องดูแล

 

"......" นัยน์ตาสีแดงคู่คมจ้องมองร่างเล็กที่ยืนขึ้น และเงยหน้ามองดูท้องฟ้าบานกระจกบานใสอยู่แบบนั้น

 

"ชีวิตในตอนที่ต้องเร่งรีบและต้องเครียดอยู่กับงานตลอดเวลาของฉัน มันดูจะหายเป็นปลิดทิ้งเลยล่ะนะ เมื่อได้เข้ามาช่วยงานที่นี่น่ะ" เมื่อพูดจบ ชายหนุ่มตรงหน้าก็หันมาหาเขา

 

ใบหน้าที่ไม่ได้เปลี่ยนไปจากเมื่อก่อนเลยแม้แต่น้อยยังคงเผยยิ้มกว้างอย่างสดใส ไม่เหมือนภาพในครั้งสุดท้ายครั้งนั้น ภาพใบหน้าของซีดที่เต็มไปด้วยหยดน้ำตา

 

"งั้นหรือ..."

 

"อาคาชิก็คงรู้สึกได้ใช่มั้ยล่ะ?"

 

"นั่นสินะ..." ชายหนุ่มหลุบตาลงพลางยิ้มออกมาบางๆ "ฉันก็คิดแบบนั้น..."

 

ภาพแบบนั้นน่ะ...ระยะเวลาสิบปีมันคงจะช่วยลบอะไรบางอย่างสำหรับอีกฝ่ายออกไปได้

 

เมื่อได้มองแววตาที่เป็นประกายสดใสแบบนั้นแล้วก็ต้องทำให้เขาคิดตาม การใช้ชีวิตของอีกฝ่ายในตอนนี้นั้น ดูท่าว่าจะต่างจากตัวเขาในตอนนี้มากจริงๆ ต่างกันทั้งเมื่อก่อน และตอนนี้เองก็ยังคงต่างกันเหมือนเดิม

 

นัยน์ตาสีน้ำตาลคู่นั้นเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่างสักพัก แล้วถึงหันกลับมามองเขาด้วยแววตาอ่อนโยน

 

"ตอนนี้คงได้เวลาแล้วล่ะ... นายมาที่นี่ก็เพื่อที่จะมาชมสถานที่รอบๆและก็ดูการใช้ชีวิตของพวกเด็กๆใช่มั้ยล่ะ? ถ้างั้นเดี๋ยวฉันจะทำหน้าที่ในส่วนนั้นเอง เพราะคุโรโกะต้องคอยดูแลเด็กๆน่ะ"

 

"แล้วนายล่ะ?" เขาเลิกคิ้มถาม ถึงจะเป็นคำถามที่ดูคลุมเครือ แต่ฟุริฮาตะก็ยังเข้าใจความหมายของมันได้

 

"ถึงฉันจะดูแลได้ แต่ก็ไม่เก่งเท่าคุโรโกะหรอก" มือเล็กยกขึ้นเกาแก้มแล้วหัวเราะออกมาเล็กน้อย

 

นั่นอาจเป็นความหมายของการทำหน้าที่แทนที่ว่านั้น

 

อาคาชิพยักหน้ารับ ลุกขึ้นจากเก้าอี้และเดินตามอีกฝ่ายออกไปยังสวนด้านนอก ในตอนนี้เหล่าเด็กที่อยู่ที่นี่จะได้ถูกปล่อยให้ไปเล่นตามปกติ หรือจะอยู่ที่ห้องของตัวเองก็แล้วแต่คนๆนั้น

 

"ฟุริฮาตะเซยเซย์...."

 

"หืม...มีอะไรหรือเปล่ายูคุง?" หลังจากที่พาอาคาชิเดินชมรอบๆไปได้นิดหน่อย แต่ก็เกือบจะครบแล้ว ฟุริฮาตะก็ถูกเด็กผู้ชายคนหนึ่งทักในตอนที่กำลังจะเดินไปยังที่ๆหนึ่ง

 

เป็นเด็กผู้ชายในชุดเอี้ยมขาสั้น เสื้อแขนยาว ใส่ถุงเท้ายาวเลยขึ้นมากือบถึงเข่า การแต่งตัวที่ดูเรียบหรูตามปกตินั้น ไม่ได้ทำให้ฟุริฮาตะรู้สึกตกใจมากนัก เด็กคนนั้นสาวเท้าเดินเข้ามาหาด้วยสีหน้านิ่งเรียบ เรือนผมสีดำขลับท่าทางนุ่มฟูพลิ้วไหวเล็กน้อยไปตามกระแสลม นัยน์ตาสีดำคมของเด็กอายุสิบขวบเงยหน้าเหลือบสายตามองชายหนุ่มเรือนผมสีแดงที่ยืนอยู่ตรงหน้า

 

"......"

 

"อ้อ! เอ่อ...คนๆนี้คือ...คือ...คือเพื่อนของฉันเองน่ะ แฮะๆ"

 

ฟุริฮาตะผายมือแนะนำตัวร่างสูงที่ยืนอยู่ข้างตน เกือบลืมไปว่าเด็กคนนี้ไม่ชอบพูดมากนัก ทำให้ฟุริฮาตะต้องคอยสังเกตท่าทางของอีกฝ่ายเป็นส่วนใหญ่

 

เด็กคนนี้น่ะ...คงเหมือนอาคาชิ เซย์จูโร่ในสมัยเด็กไม่มีผิด

 

"เพื่อนเหรอครับ?"

 

"ใช่ๆ เขาพึ่งจะเคยมาที่นี่น่ะ จะไม่เคยเห็นหน้าก็คงไม่แปลกหรอกเนอะ! อาคาชิก็พูดอะไรบ้างสิ"

 

"....." หลังจากจ้องกันไปจ้องกันมาอยู่นาน อาคาชิถึงได้เอ่ยปากพูดขึ้นมาบ้าง ใบหน้าหล่อเหลาปรากฏรอยยิ้มสุภาพตามมารยาทที่ถูกฝึกมาอย่างดี "อาคาชิ เซย์จูโร่ ยินดีที่ได้รู้จัก"

 

"เช่นกันครับ ผมยาโตะ ยู"

 

ศีรษะเล็กโค้งลงนิดๆ แต่ใบหน้าที่แสดงให้เห็นนั้นก็ยังคงเรียบสนิทเหมือนเดิมไม่มีผิด

 

พอเห็นเด็กคนนี้แล้ว...ทำให้นึกถึงเมื่อก่อนขึ้นมาทุกที

 

นิสัยที่เหมือนใครบางคนอย่างกับแกะแบบนั้น ทั้งท่าทาง การแสดงออก ความฉลาดที่รวมกันอยู่ในคนๆเดียว สิบปีถึงจะเกิดมาครั้งนึงหรือไงกันนะคนแบบนี้

 

"......"

 

"......"

 

แล้วการเล่นจ้องตากันจึงบังเกิดขึ้น เมื่อไม่มีใครพูดอะไรต่อจากนั้น

 

"เอ่อ...."

 

"ฉันคงต้องกลับแล้วล่ะ"

 

"เอ๊ะ!? จะกลับแล้วเหรอ?" ฟุริฮาตะหันควับไปมองทันควันและก้มลงมองนาฬิกาตัวเอง นี่มันพึ่งจะบ่ายสองเองนะ

 

"ใช่...ถ้ามีเวลาอีกทีคงเป็นสัปดาห์หน้า"

 

"งั้นเหรอ...น่าเสียดาย" ฟุริฮาตะถอนหายใจ แต่แล้วก็ต้องรีบปิดปากด้วยความลืมตัวว่าดันพูดอะไรเอาแต่ใจออกไปได้

 

"...ไว้เจอกันคราวหน้านะ" ใบหน้านั้นส่งรอยยิ้มมาให้เล็กน้อย

 

"อื้อ!" ฟุริฮาตะขานตอบรับ เขาเดินไปส่งใครบางคนจนถึงลานจอดรถ จากนั้นรถสีดำคันหรูจึงถูกขับเคลื่อนออกไปจากทางเดียวที่ข้ามาในตอนแรก

 

"...."

 

"ลืมไป! จะว่าไปแล้วพวกนายกินข้าวกันครบทุกคนหรือยังน่ะ?" ชายหนุ่มย่อตัวลงให้อยู่ในระดับสายตา ก่อนถามอย่างไม่แน่ใจเท่าไหร่นัก

 

"คิดว่าครบแล้วครับ" เด็กชายตอบหน้าตาย

 

"คิดว่าเหรอ?"

 

"เพราะผมเดินออกมาก่อนเลยเห็นได้ไม่ครบ แต่คุโรโกะเซนเซย์ก็อยู่ด้วย..."

 

ถ้างั้นก็คงไม่ต้องเป็นห่วงแล้วสินะ...ฟุริฮาตะถอนหายใจออกมาเฮือกหนึ่ง การเป็นพี่เลี้ยงเด็กเนี่ย ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยนะ

 

"เพื่อน 'คนนั้น' สินะครับ?" เสียงราบเรียบของเด็กชายเอ่ยถาม

 

"อา....ยังจำได้สินะ"

 

"เพราะคุณเคยเล่าให้ฟังนี่ครับ"

 

"แต่นั่นก็แค่ครั้งเดียวตอนที่นายอยากจะรู้เรื่องของฉันเองนะ" ฟังไม่ผิดหรอก ยาโตะ ยูคุงคนนี้ถึงจะเห็นว่าอายุสิบสองปี และอายุเยอะที่สุดในเด็กทั้งหมดที่พวกเขาคอยดูแลอยู่ แต่ความฉลาดไม่เป็นสองรองใครก็ทำให้เขาสามารถสอบชิงทุนเรียนดีมาได้สบายๆ

 

เด็กคนนี้เป็นคนพูดน้อยและไม่ค่อยสนใจอะไรมากนัก แต่ถ้าคิดอยากจะรู้อะไรจริงๆก็จะหาคำตอบของมันมาเพื่อตอบข้อสงสัยของตัวเองให้ได้

 

เด็กชายคนนี้เคยถามถึงเรื่องความสัมพันธ์ของฟุริฮาตะกับคุโรโกะอยู่หลายครั้ง นอกจากนั้นก็ยังเคยถามเรื่องหลายๆอย่างของเขาอีกด้วย

 

อย่างเช่นมีเพื่อนกี่คน? รู้จักใครบ้าง? พอเห็นว่ามีเพื่อนมาเยี่ยมบ่อยๆก็มักจะถามทุกครั้งว่าแต่ล่ะคนเป็นใครมาจากไหนโดยระเอียด ครั้งที่แล้วเป็นคิเสะที่ถูกสายตาจริงจังแบบนั้นจ้อง ถูกถามแบบระเอียดยิบจนแทบปลีกตัวไปไหนไม่ได้ และสายตาแบบนั้นก็ยังดูกดดันจนน่ากลัวบ่อยๆด้วย

 

ถึงจะเก่งแค่ไหน.. แต่เด็กคนนี้ก็ยังมีสิ่งที่ต่างจากเด็กทุกคนในสถานที่นี้อยู่

นั่นคือถึงเด็กทุกคนจะถูกส่งตัวมาที่นี่ด้วยเหตุผลต่างๆอย่างไม่มีคนรับเลี้ยง ไม่มีบ้านอยู่ หรือไม่ว่าจะเป็นเหตุผลอะไรก็ตาม

 

แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่เหมือนกันเลยก็คือ

 

ยางโตะ ยู... มาที่สถานรับเลี้ยงเด็กนี้ด้วยตัวเอง โดยบอกเหตุผลกับคุโรโกะที่มารับเรื่องในตอนนั้นว่าตัวเองหนีออกจากบ้านที่ไม่มีใครดูแลมา

 

บอกว่าพ่อแม่ของเขาต้องทำงานหนักทุกวันจนไม่มีเวลามาดูแลแม้กระทั่งลูกของตัวเอง ถึงได้จ้างคนรับใช้ไว้ แต่เขาก็เบื่อหน่ายเกินไปที่จะอยู่ในสถานที่แบบนั้น

 

หลังจากโทรไปถามทางบ้านแล้วผู้ใหญ่ทางฝั่งนั้นที่รู้เรื่องถึงต้องเอ่ยอนุญาตมาอย่างช่วยไม่ได้ และนั่นก็ทำให้ยาโตะ ยูมาอยู่ที่นี่ได้ห้าเดือนแล้ว

 

 "ฟุริฮาตะคุง..." เสียงร้องเรียกแผ่วเบาดังขึ้นจากด้านหลัง เมื่อหันไปมองก็เห็นชายหนุ่มผู้มีใบหน้าอ่อนโยนยืนอยู่กับเด็กอีกสองสามคน

 

"อาคาชิคุงกลับไปแล้วสินะครับ"

 

"ใช่...เมื่อกี้นี้เอง"

 

"ยูกิคุงวันนี้เป็นเด็กดีมั้ยครับ?"

 

"ครับ" เจ้าตัวเดินเข้าไปหาครูผมฟ้าพลางยิ้มออกมาเล็กน้อย

 

"ฟุริฮาตะเซนเซย์....มาเล่นกันเถอะ!" เสียงจากเด็กน้อยสองสามคนที่คุโรโกะพามาด้วยเอ่ยบอกอย่างร่าเริง

 

"ได้สิ รอแป๊บนะ"

 

 

 

 

 

 

 

แป๊บเดียวก็ถึงเวลาเลิกงานแล้วเร็วจัง

 

ชายหนุ่มสาวเท้าไปตามทางเดินที่ไร้ผู้คน วันนี้ทางกลับบ้านดูเงียบสงบไปทันตาเห็นเมื่อไม่มีใครเดินอยู่ใกล้แถวนี้เลย ฟุริฮาตะผ่อนลมหายใจออกมานิดๆ ทั้งเหนื่อยจากการทำงานและยังเหนื่อยจากการต้องคอยดูแลชีวิตน้อยๆอีกหลายชีวิตในสถานที่แห่งนั้น

 

"อ๊ะ!"

 

 ไม่จริงน่า... แค่ก้มหน้าลงไปแป๊บเดียว พอมองขึ้นมาอีกทีไหงคนๆนี้ถึงได้มาอยู่ตรงนี้ได้?

 

"โย่ว!"

 

ฟุริฮาตะเข้มตามองอีกฝ่าย "....นั่นเป็นคำทักทายแรกของวันหรือไง?ท่าทางนายสบายดีนี่นา"

 

"ฉันทำงานแถวนี้ก็เลยออกมาเดินเล่น ไม่คิดว่าจะเจอเพื่อนเก่าด้วยนะ" หายหน้าหายตาไปหลายเดือนก็ไม่ยักรู้ว่าหายไปไหน แถมกลับมาอีกทียังดูมีความสุขดีอีกด้วย

 

"ทำงานอะไรล่ะนั่น?"

 

"ทวงหนี้"

 

"หา!?" ร่างเล็กทำหน้าเหลอหรา มีสีหน้าตกใจยกใหญ่

 

"ฮ่าๆๆ ล้อเล่นน่า โตป่านนี้แล้วใครจะไปทำอะไรแบบนั้นกัน" พอพูดแบบนั้นแล้วคนตรงหน้าก็เอามือล้วงกระเป๋าอย่างสบายใจ หลังจากได้เห็นสีหน้าแบบนั้นแล้วก็รู้สึกเป็นสุขจริงๆ

 

แต่คำพูดนายนี่มันไม่ได้น่าเชื่อถือเลยสักนิด

 

"ตอนนี้ฉันสบายมากเลยล่ะ และดูท่านายจะอารมณ์ดีต่างจากปกติด้วยหนิ"

 

"รู้ด้วยเหรอ?"

 

"รู้สิ...ฉันใช้สัญชาตญาณเอา" มือใหญ่ชี้ไปที่เรือนผมสีเทาของตัวเอง ไม่รู้ว่าใช้สัญชาตญาณหรือใช้หัวเดาเอากันแน่ ฟุริฮาตะฉีกยิ้มบ้าง

 

"เพราะเจอแล้วน่ะ"

 

"....หือ?" ไฮซากิเลิกคิ้ว สักพักก็เหมือนจะเข้าใจได้ในทันที "งั้นเหรอๆ ถ้างั้นก็ดีแล้วนี่ ดีใจด้วย" ริมฝีปากคมกระตุกขึ้นเป็นรอยยิ้ม

 

"ขอบใจนะ"

 

"แล้วหมอนั่นเป็นยังไงบ้างล่ะ หลังจากที่หายไปนานแบบนั้น มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปบ้างมั้ย?"

 

"ก็เหมือนเดิมนั่นแหละ ที่ดูจะเปลี่ยนไปมากคงดูเป็นผู้ใหญ่ขึ้นล่ะนะ"

 

มือใหญ่วางแปะลงมาบนเรือนผมนุ่มนิ่มและขยี้เบาๆอย่างเป็นกันเอง

 

"ดีใจด้วย แบบนี้ต้องเลี้ยงฉลองหรือเปล่า?" ท่าทางคนที่ดูเป็นผู้ใหญ่ขึ้น จะไม่ได้มีแค่คนเดียวนะ

 

"ไฮซากิ....." ฟุริฮาตะเหลือบมองรอยยิ้มนั้น

 

ท่าทางคงทำให้เป็นห่วงสินะ

 

 

 

 

 

 

 

 

"แค่กๆ" เสียงไอดังขึ้นในห้องทำงาน มือของเขาควานหาแก้วน้ำที่ถูกวางอยู่แถวๆนั้น แต่ด้วยที่ว่ารีบร้อนเกินไปและจู่ๆภาพตรงหน้าก็พร่าเบลอทำให้เขากะระยะผิด

 

เพล้ง!

 

"ตายแล้ว!" คนที่เปิดประตูเข้ามาเห็นหน้าซีดลงและวิ่งเข้ามาดูอาการของใครบางคนที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ด้วยความกังวล แก้วน้ำแตกอยู่หน้าโต๊ะใหญ่ เศษของมันหล่นกระจายอยู่ตรงบริเวณนั้น เสียงไอค่อกแค่กยังคงดังออกมาให้ได้ยิน

 

"...ย..ยาอยู่ไหนน่ะ?" ชายหนุ่มร่างสูงเพรียวสาวเท้าเดินไปควานหากระปุกยาที่อยู่ในตู้แถบหนึ่งซึ่งเขาเป็นคนเก็บมันเอาไว้ไม่ให้เป็นที่สังเกตเอง

 

"เอานี่...เซย์จัง..." เมื่อหาจนเจอแล้ว น้ำหนึ่งแก้ว พร้อมกับเม็ดยาสองสามเม็ดก็ถูกนำมายื่นส่งให้คนตรงหน้า มิบุจิมองอีกฝ่ายด้วยสายตาเป็นห่วง คนๆนี้ชอบทำอะไรเกินตัวจนน่าเป็นห่วงเหลือเกิน โดยเฉพาะช่วงหลายปีที่ผ่านมานี้ที่ทำงานอย่างหนักจนสภาพร่างกายทรุดโทรมลงไปมากขนาดนี้ เป็นแบบนี้นานๆคงไม่ดีแน่ โดยเฉพาะโรคต่างที่เริ่มจะรุมเร้าเข้ามาเรื่อยๆนี้

 

“…”

 

นัยน์ตาสองสีเหลือบมองเม็ดยานั้นเล็กน้อย แต่สุดท้ายก็หยิบมันมากินอยู่ดี เพราะมีสายตาเป็นห่วงของใครบางคนหรอกนะ ไม่งั้นเขาอาจจะโยนมันทิ้งอย่างทุกที

 

"วันนี้...คงต้องเคลียร์อีกซักหน่อย..." ชายหนุ่มร่างสูงสมส่วนลุกขึ้นออกจากเก้าอี้ที่ตัวเองนั่งอยู่ เดินผ่านโต๊ะทำงานที่มีเอกสารมากมายกองเป็นตั้งอยู่สองสามปึก และแฟ้มเอกสารอีกมากมายไปได้สองสามเก้า

 

เพล้ง!

 

แก้วน้ำใบที่สองที่ถืออยู่หลุดออกจากมือเมื่อดูเหมือนว่าแรงในการจับจะไม่คงที ดวงตาเริ่มรู้สึกพร่านิดๆ

 

"ซ...เซย์จัง!" เรโอะเข้าไปดูอาการอีกฝ่าย ด้วยความเป็นห่วง โชคยังดีที่ไม่ถูกเศษแก้วบาด

 

"จะทำงานต่อจริงเหรอ? ฉันว่าเซย์จังควรพักผ่อนก่อนนะ...และวันนี้ก็เป็นวันอาทิตย์ด้วย เอกสารที่เหลือเดี๋ยวฉันจัดการกับเจ้าพวกนั้นต่อเอง"

 

"ไม่ได้หรอก..." เขาหันไปมองและตอบเสียงนิ่ง

 

"นะเซย์จัง...เชื่อฉันเถอะ..ขอร้องล่ะ"

 

อาคาชิขมวดคิ้วลงเล็กน้อยเมื่อได้เห็นสีหน้าเป็นกังวลของคนสนิทแบบนั้น

 

"ถ้างั้นก็ได้..." เขาพยุงตัวขึ้นเดินช้าๆ หลังจากปรับสภาพการมองเห็นให้ดีขึ้นแล้ว

 

"ไปพักผ่อนซะนะ...ถึงยังไงพรุ่งนี้ก็ยังมีงานรออยู่นี่นา" ถึงจะไม่เหมือนคำพูดให้กำลังใจเท่าไหร่ แต่นั่นก็เป็นคำพูดที่กระตุ้นให้อีกฝ่ายผ่านอะไรบางอย่างไปได้ล่ะนะ

 

มิบุจิ เรโอะถอนหายใจโดยไร้เสียงด้วยความเหนื่อยใจเมื่อใครบางคนเดินออกไปแล้ว

 

"ถ้าเด็กคนนั้นรู้เรื่องแบบนี้แล้วจะเป็นยังไงบ้างนะ..."

 

 

 

 

 

 

"สูงอีกๆ ฮะๆ" เสียงเจี้ยวแจ้วของเด็กชายดังขึ้นอยู่เหนือขึ้น ชายหนุ่มร่างสูงยืดแขนขึ้นอีกนิดตามคำสั่งการของเด็กน้อยน่ารักซึ่งแย้มยิ้มจนเห็นฟันน้ำนมหลายซี่นั้น หัวคิ้วของเขาเลิกขึ้นเล็กน้อยเชิงถาม

 

"สูงอีกเหรอ? แต่นี่ก็สุดแขนแล้วนะ"

 

"ฟุริฮาตะเซนเซย์ สูงอีก!" เด็กน้อยเอ่ยบอกพลางหัวเราะ ยิ่งถูกยกขึ้นสูงมากเท่าไหร่ ความเย็นก็ตกกระทบลงมามากเท่านั้น ถึงจะเคยเห็นคนเล่นกับเด็กๆโดยการโยนขึ้นที่สูงก็เถอะ แต่แบบนั้นอย่าไปคิดถึงดีกว่า นั่นมันเป็นความคิดผิดๆด้วยซ้ำ

 

"เซ็นเซย์ อุ้มผมบ้างสิ!"

 

"อุ้มฉันบ้างต่างหาก!"

 

"ครับๆอย่าทะเลาะกันเลยนะเด็กๆ" เสียงเล็กๆที่ทะเลาะกันเพราะเขาทำให้ฟุริฮาตะเผลอยิ้มออกมาเล็กน้อย แบบนี้ทำให้เขารู้สึกเขินนิดๆเพราะเหมือนถูกให้ความสำคัญอยู่เลย

 

"ก็ได้ครับ.../ก็ได้..."

 

"เชื่อฟังแบบนี้ดีถึงจะน่ารัก เป็นเด็กดีแล้วพวกเราก็มีความสุขเนอะ!"

 

"ฟุริฮาตะ...เซ็นเซย์..." เสียงราบเรียบดังขึ้นมาจากตรงหน้า เมื่อเงยหน้ามองขึ้นมาก็เห็นเด็กชายเรือนผมสีดำยืนอยู่ตรงนั้น สีหน้าของอีกฝ่ายยังคงราบเรียบดั่งเคย มือข้างหนึ่งของเจ้าตัวล้วงกระเป๋ากางเกง

 

"มีอะไรหรือเปล่ายูคุง?"

 

มือเล็กชี้ไปยังด้านหลังตน

 

"เพื่อนของคุณน่ะครับ..." เอ่ยเสียงราบเรียบ

 

"เอ๋!?" ใครมาตอนนี้ล่ะ? ตอนนี้ไม่น่าจะมีใครเลิกงานมาเยี่ยมเขาได้เลยนะ แต่เมื่อมองออกไปยังทิศทางนั้นซึ่งเป็นประตูรั้ว ก็ทำให้ฟุริฮาตะรู้ว่าคนๆนั้นเป็นใครที่มายืนอยู่ ดวงตาคู่นั้นจ้องเข้ามาด้านในแต่สายตาคู่นั้นกลับแปลกๆ

 

ฟุริฮาตะลนลาน วางเด็กน้อยที่ตนอุ้มอยู่ลงพื้นและหันไปพูดกับเด็กชายอย่างรวดเร็ว

 

"เดี๋ยวพี่มาแป๊บนะยูคุง ฝากดูแลแป๊บนึงนะครับ" และก็หันไปพูดกับครูอีกคนหนึ่งด้านหลัง หญิงสาวอายุมากกว่าแย้มรอยยิ้มบาง ก่อนพยักหน้าอย่างเข้าใจ

 

"อาคาชิ!"

 

"มายืนทำอะไรอยู่ตรงนี้น่ะ เข้าไปด้านในก่อนสิ" ถือวิสาสะจับมือข้างหนึ่งแล้วดึงให้เดินตามมาด้วย เพียงแค่แรงจูงเบาๆก็ทำให้อีกฝ่ายเดินตามมาแล้ว

 

ฟุริฮาตะพาอีกฝ่ายมานั่งที่ห้องอาหารของคณะอาจารย์ ตอนนี้ไม่มีใครอยู่เลยซักคน แม้แต่คุโรโกะที่ติดธุระเลยไม่ได้มาทำงานก็ด้วย

 

"......?"

 

ตั้งแต่เข้ามานั่งตรงนี้ อาคาชิก็ยังไม่พูดอะไรเลย เป็นอะไรหรือเปล่านะ? ถึงพวกเขาจะไม่ได้เจอกันมานานมาก แต่เรื่องที่อีกฝ่ายชอบปิดปากเงียบจนเป็นนิสัยก็ยังเป็นจนถึงตอนนี้ 10ปีมานี้...มีอะไรเกิดขึ้นบ้างเหรอเปล่า มีอะไรเปลี่ยนแปลง หรือเกิดขึ้นกับอีกฝ่ายไปบ้างเขาก็ไม่อาจรู้ได้ นั่นอาจเป็นสิ่งที่ทำให้เขารู้สึกกังวลจนมาถึงทุกวันนี้

 

"อาคาชิ ดื่มชาหน่อยมั้ย?"

 

"ขอบใจนะ" ดวงตาเหม่อลอยนั้นหันมามองพลางแย้มยิ้มบาง ก็ยังดูปกติดีนี่นา...

 

โชคยังดีที่ว่าที่นั่งตรงนี้ติดหน้าต่าง ทำให้มองออกไปข้างนอกได้

 

"เดี๋ยวฉันมาแป๊บนะ นายนั่งอยู่ตรงนี้ไปก่อน ห้ามไปไหนล่ะ"

 

ฟุริฮาตะบอกแบบนั้น ก่อนเขาจะเดินออกไปยังสวนด้านนอกในที่เดิมเพื่อทำหน้าที่ของตัวเอง อาคาชิมองแผ่นหลังนั้นเดินจากไป

 

ไม่รู้ว่าทำไม....แต่รู้สึกตัวอีกที เขาก็มายืนอยู่ที่นี่เสียแล้ว

 

คงเพราะคำพูดที่เคยได้ยินอีกฝ่ายพูดล่ะมั้ง ที่ทำให้เขาอยากหาข้อพิสูจน์นั้น

 

ภายในสถานที่แห่งนี้ เสียงเด็กๆจะทำให้ใจสงบมากขึ้น เหมือนกับสายลมเย็นที่เข้ามาปะทะร่างกายของเขา ดวงตาของเขาเหม่อมองใบหน้าของใครบางคนที่กำลังแย้มยิ้มกว้างกับพวกเด็กๆ อาจจะจริงอย่างที่บอกว่าพอมาอยู่ในสถานที่แบบนี้แล้วจะทำให้ใจสงบยิ่งขึ้น

 

ความเครียดที่สะสมมาทั้งอาทิตย์ ดูเหมือนมันจะลดลงไปได้บ้าง...

 

 

 

 

 

 

ตึก...ตึก...

 

"อาคาชิ?" ชายหนุ่มเลื่อนประตูกระจกเสียงเบาก่อนจะเดินเข้ามาด้วยเสียงฝีเท้าเบาหวิว เมื่อเห็นภาพตรงหน้าก็ทำให้เขายิ้มตาม ชายหนุ่มเรือนผมสีแดงสวยฟุบใบหน้าหลับไปกับโต๊ะไม้เนื้อดี แขนสองข้างถูกใช้ต่างหมอน

 

เมื่อเห็นแบบนั้น คนที่แอบไปหยิบผ้าห่มมาอย่างล่วงรู้ก็นำมันไปคลุมไว้ที่แผ่นหลังกว้างที่ต้องทนแบกรับอะไรมามากมายแบบนั้น

 

ทำไมจะไม่รู้ว่าคนๆนี้ดูต่างไปจากเดิม ในเมื่อพอมีอะไรก็ไม่เคยคิดที่จะพูดออกมาอยู่แล้วนี่

 

ฟุริฮาตะผ่อนลมหายใจ

 

ก็ไม่รู้ว่าจะช่วยได้มากแค่ไหน แต่นี่ก็เป็นสิ่งที่พอจะทำได้ล่ะนะ

 

 

 

TBC...

 

 

 

Comment

Comment:

Tweet