[AkaFuri] Ai No Kagi Ch.2.4

posted on 16 Mar 2016 13:29 by akaki-kouga in AkaFuri--Ai-no-Kagi directory Fiction

 

Ai No Kagi

 

 

Chapter 2.4 Wind and sun สายลมและแสงแดด

 

 

 

 

สายลมยามเย็นพัดมาเป็นระลอก ในตอนนี้เป็นช่วงเวลาเย็นแล้ว ท้องฟ้าแปรเปลื่ยนเป็นสีส้มสวยงามส่องประกายเข้ามาในดวงตาของเขา บรรยากาศรอบๆที่เข้าได้เฝ้ามองมานานหลายปีถึงยังไงก็ยังน่าจดจำไม่เปลี่ยน

 

"อยู่ที่นี่น่ะสงบมากเลยนะ บรรยากาศก็ดี มีเด็กๆ เต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ แม้ว่าพวกเค้าจะไร้บ้าน ไร้ที่พักพิงอาศัย แต่พอได้มาอยู่รวมกันแบบนี้ พวกเขาก็ถือเป็นครอบครัวเดียวกันล่ะ" ริมฝีปากบางยกขึ้นเป็นรอยยิ้มสวยอย่างน่ามอง ฟุริฮาตะยิ้มกว้างขึ้นไปอีกเมื่อพูดถึงเรื่องเด็กๆเหล่านั้นที่ตนมีหน้าที่ต้องดูแล

 

"......" นัยน์ตาสีแดงคู่คมจ้องมองร่างเล็กที่ยืนขึ้น และเงยหน้ามองดูท้องฟ้าบานกระจกบานใสอยู่แบบนั้น

 

"ชีวิตในตอนที่ต้องเร่งรีบและต้องเครียดอยู่กับงานตลอดเวลาของฉัน มันดูจะหายเป็นปลิดทิ้งเลยล่ะนะ เมื่อได้เข้ามาช่วยงานที่นี่น่ะ" เมื่อพูดจบ ชายหนุ่มตรงหน้าก็หันมาหาเขา

 

ใบหน้าที่ไม่ได้เปลี่ยนไปจากเมื่อก่อนเลยแม้แต่น้อยยังคงเผยยิ้มกว้างอย่างสดใส ไม่เหมือนภาพในครั้งสุดท้ายครั้งนั้น ภาพใบหน้าของซีดที่เต็มไปด้วยหยดน้ำตา

 

"งั้นหรือ..."

 

"อาคาชิก็คงรู้สึกได้ใช่มั้ยล่ะ?"

 

"นั่นสินะ..." ชายหนุ่มหลุบตาลงพลางยิ้มออกมาบางๆ "ฉันก็คิดแบบนั้น..."

 

ภาพแบบนั้นน่ะ...ระยะเวลาสิบปีมันคงจะช่วยลบอะไรบางอย่างสำหรับอีกฝ่ายออกไปได้

 

เมื่อได้มองแววตาที่เป็นประกายสดใสแบบนั้นแล้วก็ต้องทำให้เขาคิดตาม การใช้ชีวิตของอีกฝ่ายในตอนนี้นั้น ดูท่าว่าจะต่างจากตัวเขาในตอนนี้มากจริงๆ ต่างกันทั้งเมื่อก่อน และตอนนี้เองก็ยังคงต่างกันเหมือนเดิม

 

นัยน์ตาสีน้ำตาลคู่นั้นเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่างสักพัก แล้วถึงหันกลับมามองเขาด้วยแววตาอ่อนโยน

 

"ตอนนี้คงได้เวลาแล้วล่ะ... นายมาที่นี่ก็เพื่อที่จะมาชมสถานที่รอบๆและก็ดูการใช้ชีวิตของพวกเด็กๆใช่มั้ยล่ะ? ถ้างั้นเดี๋ยวฉันจะทำหน้าที่ในส่วนนั้นเอง เพราะคุโรโกะต้องคอยดูแลเด็กๆน่ะ"

 

"แล้วนายล่ะ?" เขาเลิกคิ้มถาม ถึงจะเป็นคำถามที่ดูคลุมเครือ แต่ฟุริฮาตะก็ยังเข้าใจความหมายของมันได้

 

"ถึงฉันจะดูแลได้ แต่ก็ไม่เก่งเท่าคุโรโกะหรอก" มือเล็กยกขึ้นเกาแก้มแล้วหัวเราะออกมาเล็กน้อย

 

นั่นอาจเป็นความหมายของการทำหน้าที่แทนที่ว่านั้น

 

อาคาชิพยักหน้ารับ ลุกขึ้นจากเก้าอี้และเดินตามอีกฝ่ายออกไปยังสวนด้านนอก ในตอนนี้เหล่าเด็กที่อยู่ที่นี่จะได้ถูกปล่อยให้ไปเล่นตามปกติ หรือจะอยู่ที่ห้องของตัวเองก็แล้วแต่คนๆนั้น

 

"ฟุริฮาตะเซยเซย์...."

 

"หืม...มีอะไรหรือเปล่ายูคุง?" หลังจากที่พาอาคาชิเดินชมรอบๆไปได้นิดหน่อย แต่ก็เกือบจะครบแล้ว ฟุริฮาตะก็ถูกเด็กผู้ชายคนหนึ่งทักในตอนที่กำลังจะเดินไปยังที่ๆหนึ่ง

 

เป็นเด็กผู้ชายในชุดเอี้ยมขาสั้น เสื้อแขนยาว ใส่ถุงเท้ายาวเลยขึ้นมากือบถึงเข่า การแต่งตัวที่ดูเรียบหรูตามปกตินั้น ไม่ได้ทำให้ฟุริฮาตะรู้สึกตกใจมากนัก เด็กคนนั้นสาวเท้าเดินเข้ามาหาด้วยสีหน้านิ่งเรียบ เรือนผมสีดำขลับท่าทางนุ่มฟูพลิ้วไหวเล็กน้อยไปตามกระแสลม นัยน์ตาสีดำคมของเด็กอายุสิบขวบเงยหน้าเหลือบสายตามองชายหนุ่มเรือนผมสีแดงที่ยืนอยู่ตรงหน้า

 

"......"

 

"อ้อ! เอ่อ...คนๆนี้คือ...คือ...คือเพื่อนของฉันเองน่ะ แฮะๆ"

 

ฟุริฮาตะผายมือแนะนำตัวร่างสูงที่ยืนอยู่ข้างตน เกือบลืมไปว่าเด็กคนนี้ไม่ชอบพูดมากนัก ทำให้ฟุริฮาตะต้องคอยสังเกตท่าทางของอีกฝ่ายเป็นส่วนใหญ่

 

เด็กคนนี้น่ะ...คงเหมือนอาคาชิ เซย์จูโร่ในสมัยเด็กไม่มีผิด

 

"เพื่อนเหรอครับ?"

 

"ใช่ๆ เขาพึ่งจะเคยมาที่นี่น่ะ จะไม่เคยเห็นหน้าก็คงไม่แปลกหรอกเนอะ! อาคาชิก็พูดอะไรบ้างสิ"

 

"....." หลังจากจ้องกันไปจ้องกันมาอยู่นาน อาคาชิถึงได้เอ่ยปากพูดขึ้นมาบ้าง ใบหน้าหล่อเหลาปรากฏรอยยิ้มสุภาพตามมารยาทที่ถูกฝึกมาอย่างดี "อาคาชิ เซย์จูโร่ ยินดีที่ได้รู้จัก"

 

"เช่นกันครับ ผมยาโตะ ยู"

 

ศีรษะเล็กโค้งลงนิดๆ แต่ใบหน้าที่แสดงให้เห็นนั้นก็ยังคงเรียบสนิทเหมือนเดิมไม่มีผิด

 

พอเห็นเด็กคนนี้แล้ว...ทำให้นึกถึงเมื่อก่อนขึ้นมาทุกที

 

นิสัยที่เหมือนใครบางคนอย่างกับแกะแบบนั้น ทั้งท่าทาง การแสดงออก ความฉลาดที่รวมกันอยู่ในคนๆเดียว สิบปีถึงจะเกิดมาครั้งนึงหรือไงกันนะคนแบบนี้

 

"......"

 

"......"

 

แล้วการเล่นจ้องตากันจึงบังเกิดขึ้น เมื่อไม่มีใครพูดอะไรต่อจากนั้น

 

"เอ่อ...."

 

"ฉันคงต้องกลับแล้วล่ะ"

 

"เอ๊ะ!? จะกลับแล้วเหรอ?" ฟุริฮาตะหันควับไปมองทันควันและก้มลงมองนาฬิกาตัวเอง นี่มันพึ่งจะบ่ายสองเองนะ

 

"ใช่...ถ้ามีเวลาอีกทีคงเป็นสัปดาห์หน้า"

 

"งั้นเหรอ...น่าเสียดาย" ฟุริฮาตะถอนหายใจ แต่แล้วก็ต้องรีบปิดปากด้วยความลืมตัวว่าดันพูดอะไรเอาแต่ใจออกไปได้

 

"...ไว้เจอกันคราวหน้านะ" ใบหน้านั้นส่งรอยยิ้มมาให้เล็กน้อย

 

"อื้อ!" ฟุริฮาตะขานตอบรับ เขาเดินไปส่งใครบางคนจนถึงลานจอดรถ จากนั้นรถสีดำคันหรูจึงถูกขับเคลื่อนออกไปจากทางเดียวที่ข้ามาในตอนแรก

 

"...."

 

"ลืมไป! จะว่าไปแล้วพวกนายกินข้าวกันครบทุกคนหรือยังน่ะ?" ชายหนุ่มย่อตัวลงให้อยู่ในระดับสายตา ก่อนถามอย่างไม่แน่ใจเท่าไหร่นัก

 

"คิดว่าครบแล้วครับ" เด็กชายตอบหน้าตาย

 

"คิดว่าเหรอ?"

 

"เพราะผมเดินออกมาก่อนเลยเห็นได้ไม่ครบ แต่คุโรโกะเซนเซย์ก็อยู่ด้วย..."

 

ถ้างั้นก็คงไม่ต้องเป็นห่วงแล้วสินะ...ฟุริฮาตะถอนหายใจออกมาเฮือกหนึ่ง การเป็นพี่เลี้ยงเด็กเนี่ย ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยนะ

 

"เพื่อน 'คนนั้น' สินะครับ?" เสียงราบเรียบของเด็กชายเอ่ยถาม

 

"อา....ยังจำได้สินะ"

 

"เพราะคุณเคยเล่าให้ฟังนี่ครับ"

 

"แต่นั่นก็แค่ครั้งเดียวตอนที่นายอยากจะรู้เรื่องของฉันเองนะ" ฟังไม่ผิดหรอก ยาโตะ ยูคุงคนนี้ถึงจะเห็นว่าอายุสิบสองปี และอายุเยอะที่สุดในเด็กทั้งหมดที่พวกเขาคอยดูแลอยู่ แต่ความฉลาดไม่เป็นสองรองใครก็ทำให้เขาสามารถสอบชิงทุนเรียนดีมาได้สบายๆ

 

เด็กคนนี้เป็นคนพูดน้อยและไม่ค่อยสนใจอะไรมากนัก แต่ถ้าคิดอยากจะรู้อะไรจริงๆก็จะหาคำตอบของมันมาเพื่อตอบข้อสงสัยของตัวเองให้ได้

 

เด็กชายคนนี้เคยถามถึงเรื่องความสัมพันธ์ของฟุริฮาตะกับคุโรโกะอยู่หลายครั้ง นอกจากนั้นก็ยังเคยถามเรื่องหลายๆอย่างของเขาอีกด้วย

 

อย่างเช่นมีเพื่อนกี่คน? รู้จักใครบ้าง? พอเห็นว่ามีเพื่อนมาเยี่ยมบ่อยๆก็มักจะถามทุกครั้งว่าแต่ล่ะคนเป็นใครมาจากไหนโดยระเอียด ครั้งที่แล้วเป็นคิเสะที่ถูกสายตาจริงจังแบบนั้นจ้อง ถูกถามแบบระเอียดยิบจนแทบปลีกตัวไปไหนไม่ได้ และสายตาแบบนั้นก็ยังดูกดดันจนน่ากลัวบ่อยๆด้วย

 

ถึงจะเก่งแค่ไหน.. แต่เด็กคนนี้ก็ยังมีสิ่งที่ต่างจากเด็กทุกคนในสถานที่นี้อยู่

นั่นคือถึงเด็กทุกคนจะถูกส่งตัวมาที่นี่ด้วยเหตุผลต่างๆอย่างไม่มีคนรับเลี้ยง ไม่มีบ้านอยู่ หรือไม่ว่าจะเป็นเหตุผลอะไรก็ตาม

 

แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่เหมือนกันเลยก็คือ