[AkaFuri] Ai No Kagi Ch.2.3

posted on 16 Mar 2016 13:27 by akaki-kouga in AkaFuri--Ai-no-Kagi directory Fiction

 

Ai No Kagi

 

 

Chapter 2.3 Action การกระทำเพียงเล็กน้อย

 

 

 

 

"อ...อาคาชิ......." ชายหนุ่มเรือนผมสีน้ำตาลแทบไม่อยากเชื่อสายตาตัวเอง เมื่อคนที่อยู่ในครองสายตาตรงหน้าเขากลับกลายเป็น คนที่ไม่น่าจะมาอยู่ตรงนี้ได้

 

"โคคิ...."

 

สายตาเบิกกว้างที่ฟุริฮาตะได้เห็นจากชายหนุ่มที่น่าจะอายุพอๆกับเขาตรงหน้านั้น แสดงให้เห็นว่าคนตรงหน้าเองก็คงตกใจไม่แพ้กันกับเขา

 

"อาคาชิ...นี่นาย...จริงๆเหรอ...?" หลังจากเอ่ยถามเสียงเบาราวกระซิบ เขาก็ต้องกลืนน้ำลายไปเอื้อกหนึ่ง

 

"......" เพียงแค่ฟุริฮาตะกระพริบตาหนึ่งครั้ง ตรงหน้าก็ปรากฏให้เห็นรอยยิ้มอ่อนโยนบนใบหน้าหล่อเหลาที่ไม่ได้เห็นมานานมากกว่าสิบปี เด็กหนุ่มที่โตจนเป็นชายหนุ่มแล้วกระพริบตาปริบๆ

 

อาคาชิไม่ได้ดูเปลี่ยนไปมากนักตั้งแต่ครั้งสุดท้ายที่ได้เจอกันในครั้งนั้น หากแต่รูปกายภายนอกก็ยังคงเปลี่ยนไปตามกาลเวลา ตัวสูงมากกว่าเขา อกผายไหล่พึ่ง โครงหน้าดูเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น ผมด้านหน้าที่เห็นจนชินตานั้น ยาวลงมาจนเท่าเดิมแล้ว

 

ชายหนุ่มตรงหน้าอยู่ในชุดสูทดูดี ต่างจากเขาตอนนี้ที่อยู่ในชุดไปรเวทธรรมดาสวมทับด้วยผ้ากันเปื้อนลายลูกเจี๊ยบตัวหนึ่ง

 

"ตัวจริงสิ..." รอยยิ้มอ่อนโยนยังคงไม่จางหายไปจากใบหน้านั้น

 

"อาคาชิ..."

 

ตัวจริง...

 

นี่เขา...ไม่ได้กำลังฝันไปอยู่ใช่มั้ย....แล้วก็ไม่ได้กำลังเห็นภาพลวงตาอยู่ใช่มั้ย...

 

นัยน์ตาสีน้ำตาลหรี่ลงน้อยๆเมื่อมองภาพตรงหน้า ขอบตาเริ่มรู้สึกร้อนผ่าวอย่างควบคุมไม่อยู่ ไม่รู้ว่าความอดทนอดกลั้นของเขามันหายไปไหนหมด

 

ในเมื่อคนที่หายไปนานกว่าสิบปีกำลังยืนอยู่ตรงหน้าแบบนี้ เขาเคยตัดใจไปแล้วหลายครั้ง ทุกๆอย่างทำให้คิดไปแบบนั้นมาแล้วว่าคงไม่ได้เจอกันอีก แต่ว่าความจริงตรงนี้ต่างหากที่ไม่ใช่เรื่องหลอกลวงเลย

 

"อาคาชิ!!"

 

ฟุริฮาตะเรียกชื่อชายหนุ่มตรงหน้าเสียงดัง ก่อนจะพุ่งเข้ากอดอีกฝ่ายแน่นแบบไม่คิด

 

"โค..."

 

"ตัวจริงใช่มั้ย! นายยังเป็นตัวจริงสินะ! ไม่ใช่ภาพลวงตาแน่นะ!!"

 

"โคคิ..."

 

ถึงตอนนี้ฟุริฮาตะจะไม่เห็นว่าอาคาชิทำหน้าแบบไหนอยู่...แต่ตอนนี้คนกอดกลับน้ำตาไหลพรากๆด้วยความดีใจไปแล้ว แขนเรียวเล็กสองข้างกอดกระชับร่างของอีกฝ่ายแน่นยิ่งขึ้นกว่าเดิม เมื่อความรู้สึกอัดอั้นมากมายถาโถมเข้ามาในใจเขา

 

"เกิดอะไรขึ้น...ทำไมนายถึงมาอยู่ที่นี่ได้..."

 

ฟุริฮาตะผละตัวออกมามองหน้าด้วยน้ำตานองหน้า จากขอบตาคล้ำเพราะไม่ค่อยได้นอนตอนนี้กลับแดงเรื่อเพราะผ่านการร้องไห้มาอย่างหนัก

 

"ใจเย็นๆก่อนนะ นายจะร้องไห้ทำไมกัน" นิ้วเรียวอุ่นยื่นมือมาปาดน้ำตาให้อย่างแผ่วเบาและนุ่มนวลที่สุด

 

แม้ว่าจะเป็นตอนนี้ฟุริฮาตะก็ยังสัมผัสถึงความอบอุ่นเหล่านั้นได้ดี

 

อาคาชิดูไม่เปลี่ยนจากเมื่อก่อนมากนัก ที่จะเปลี่ยนก็คงเป็นความสุขุมนุ่มลึกขึ้น ความเป็นผู้ใหญ่ที่อีกฝ่ายคงจะมีมากกว่าเขา

 

"ฉ...ฉันไม่ได้ร้องไห้นะ! นี่มันแค่ฝุ่นเข้าตาต่างหาก"

 

พึ่งจะรู้ตัวว่าทำอะไรไป คนตัวเล็กกว่าถึงได้ปาดน้ำตาลวกๆ และปฏิเสธกลับไปไม่ยอมรับซะงั้น คนที่เห็นแบบนั้นจึงได้แต่ทอดถอนใจเท่านั้น

 

"ฉันมาทำธุระที่นี่"

 

"ธุระ? ธุระอะไร?" น้ำตาที่ไหลลงมายังคงไม่หายไปง่ายๆ ฟุริฮาตะจึงขยี้ตาหนักยิ่งขึ้นไปอีก แต่ก็ถูกห้ามเอาเสียก่อน

 

"ฉันเป็นผู้บริจาคของที่นี่น่ะ"

 

เอ๊ะ!? ถ้างั้นอาคาชิก็เป็น... คำพูดของอีกฝ่ายยังไม่ทำให้ฟุริฮาตะตกใจเท่ากับที่เจอคนตรงหน้าตัวเป็นๆเลยด้วยซ้ำ

 

"แต่ก่อนอื่น...คงต้องไปทำแผลกันก่อนล่ะนะ"

 

มือข้างหนึ่งของฟุริฮาตะถูกจับให้ขึ้นมามองได้ชัดๆ พอพึ่งจะมาสังเกตเห็นก็แทบลมจับ เมื่อมือข้างที่ว่ามันแดงเถือก หนังถลอกจนเห็นเลือดซึมออกมาจนเต็มฝ่ามือแล้ว แถมพึ่งจะมารู้สึกเจ็บก็ตอนนี้อีกด้วย คงเพราะตอนที่ล้มเมื่อกี้แน่ๆ

 

 

 

 

 

"อาคาชิคุง...เดือนนี้ก็มาบริจาคเหมือนเดิมสินะครับ" เสียงราบเรียบเอ่ยบอก ชายหนุ่มเรือนผมสีฟ้ากับใบหน้ายิ้มแย้มอ่อนโยน จับปากกาขีดเขียนบางอย่างลงกระดาษสมุดบันทึกแถวนั้นอยู่พักหนึ่ง คงเป็นเรื่องการรับบริจาคอย่างทุกทีซึ่งเป็นหน้าที่ของพวกเขา

 

ส่วนอีกฝ่ายหนึ่งซึ่งนั่งอยู่โซฟาฝั่งตรงข้ามก็ทำอะไรซักอย่างเหมือนกัน มือเรียวสวยที่ดูจะใหญ่ขึ้นจากเมื่อก่อนกำลังเซ็นอะไรบางอย่าง

 

"ใช่"

 

"ครั้งนี้คนอื่นๆติดธุระกันเหรอครับ?"

 

"ก็นะ...เรโอะบอกอยู่เหมือนกันว่าเสียดายที่ไม่ได้มาด้วยตัวเอง ส่วนคนอื่นๆฉันให้ไปทำธุระน่ะ"

 

"เพราะเรโอะซัง ดูเหมือนจะชอบเด็กๆมากเลยนะครับ"

 

"ใช่แล้วล่ะ"

 

"......"

 

ฟุริฮาตะมองทั้งสองที่ยังคงคุยกันตามปกติเงียบๆ ก็พึ่งจะรู้ว่าผู้บริจาคเงินรายใหญ่ของที่นี่เป็นอาคาชิ และในเอกสารก็ยังเขียนด้วยว่าอาคาชิ เซย์จูโร่ พอได้เห็นเต็มๆสองตาแบบนี้ก็ไม่อยากจะเชื่อ หรือเขาอาจโง่เองก็ได้ที่ไม่เคยไปเช็คมาก่อนเลย แต่เห็นแบบนี้คุโรโกะต้องรู้อยู่แล้วแน่ๆ

 

ทั้งสองคนนี้มีอะไรกันหรือเปล่านะ...และคุโรโกะก็ไม่เคยบอกเขาเรื่องนี้เลยด้วยสิ...

 

ฟุริฮาตะเหลือบสายตามองเอกสารที่คุโรโกะกำลังเซ็นอยู่

 

เพราะเขาดันซุ่มซ่าม เลยทำให้มือข้างขวาบาดเจ็บ และไม่สามารถเขียนหนังสือได้อีกต่อไป...ก็เว่อร์เกิน แค่จะขยับไม่ได้ดั่งใจไปพักใหญ่เพราะไม่งั้นมันจะหายช้าลงก็เท่านั้นเอง อย่างมากก็คงซักอาทิตย์สองอาทิตย์

 

สรุปแล้วก็ต้องเรียกคุโรโกะมารับเรื่องให้อยู่ดี แล้วแบบนี้เขาจะมาเพื่อ? แต่ก็ยังดีที่นิ้วยังสามารถใช้ได้ล่ะ ใช้ในการพิมพ์งานส่งแทนการเขียน...

 

"ดูเหมือนว่าช่วงนี้คงต้องใช้งานมือข้างนั้นให้น้อยลงหน่อยแล้วล่ะครับ" คุโรโกะหันมาพูดกับเขาด้วยใบหน้ายิ้มบาง สายตาเลื่อนมองมือข้างที่ว่าอย่างเป็นห่วง

 

"อื้ม...ฉันก็ว่างั้น"

 

"......"

 

แอ๊ด...

 

"พิชซ่ามาส่งแล้วครับ..." ประตูกระจกในห้องรับรองแขกถูกเปิดออกจากด้านนอก ปรากฏให้เห็นร่างสูงใหญ่รือนผมสีแดงเดินเข้ามาพร้อมกับพิซซ่ากล่องใหญ่

 

"อ้าว....นี่พวกนายอยู่กันครบเชียว" คางามิที่พึ่งจะเปิดประตูเข้ามากวาดสายตามองชายหนุ่มอีกคนที่อยู่ในห้องด้วยความแปลกใจนิดหน่อย

 

"นายมาตั้งแต่เมื่อไหร่เนี่ยอาคาชิ" คางามิที่เห็นว่าพวกเขากำลังจัดการธุระอยู่เดินไปนั่งรอใกล้ๆกัน

 

ทำไมคางามิถึงดูไม่แปลกใจเลยล่ะ? หรือเพราะเป็นคนไม่ค่อยสนใจอะไรอยุ่แล้วกันนะก็เลยมีท่าทีแบบนั้น

 

"ประมาณสามสิบนาทีก่อนหน้านั้น" อาคาชิหันไปตอบรับง่ายๆ

 

ฟุริตาฮะแอบเหลือบสายตามองคนที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามนิ่งๆ ทั้งที่คิดว่ามีเรื่องอยากจะพูดมากมาย แต่พอเอาเข้าจริงกลับไม่คิดจะพูดออกมา มันเพราะอะไรกันนะ ทั้งที่พอเห็นหน้าอาคาชิที่ไม่ได้เจอกันมานานขนาดนั้นก็ดีใจมากแล้วแท้ๆ แต่ตอนนี้ความรู้สึกทั้งหมดกลับกลายเป็นความสับสนไปแทน

 

ตอนนี้คงรู้สึกว่า...แค่ได้มองอาคาชิอย่างเดียวแบบนี้ก็มีความสุขมากแล้วล่ะมั้ง? แค่เห็นว่าอีกฝ่ายยังอยู่แบบนี้ และไม่ได้เป็นอะไรก็ดูเหมือนว่าฟุริฮาตะจเบาใจลงไปได้บ้าง

 

แน่นอนว่าถ้าเกิดพูดถึงเรื่องเดิมๆในตอนนี้มันก็คงไม่มีอะไรเปลี่ยน คนที่ฟุริฮาตะอยู่ด้วยในตอนนี้ก็คือชายหนุ่มเรือนผมสีฟ้าผู้อ่อนโยนกับเขาเสมอ

 

และหากถามถึงสถานะตลอดห้าปีมานี้ระหว่างฟุริฮาตะและคุโรโกะ...ทุกคนก็รู้ดีกันอยู่แล้ว

 

"เสร็จแล้วสินะ...พวกนายเสร็จจากตรงนี้ก็มากินเจ้านี่กันด้วยล่ะ ไปโรงอาหารตอนนี้คงได้" หลังจากรอเงียบๆมาได้ซักพัก คางามิก็เอ่ยเรียกทันทีที่เห็นว่าไม่มีอะไรแล้ว

 

"แล้วพวกเด็กๆล่ะครับ?"

 

"มีคนดูแลให้แล้วไม่ต้องห่วง"

 

ถ้างั้นก็คงหายห่วง…

 

"แต่ว่านะคางามิ..." ฟุริฮาตะเหลือบสายตามองเจ้ากล่องพิซซ่าด้วยอาการกระอักกระอ่วนเล็กน้อย "นายซื้อมันมาเยอะเกินไปมั้ยอ่ะ ซื้อไซส์ใหญ่สุดแถมยังมีตั้งสี่ถาด..."

 

"พวกผมคงทานกันไม่หมดหรอกนะครับ" คุโรโกะที่เดินไปเก็บเอกสารเข้าที่แล้วต่อประโยคให้ เขามีความคิดเห็นเดียวกันกับฟุริฮาตะเพราะขนาดของมันนั่นแหละ

 

"แค่นี้เองสบายมาก...พวกนายก็กินเข้าไปเยอะๆเถอะ นอนก็น้อย กินก็ไม่ค่อยจะตรงเวลา ตัวก็เริ่มผอมแห้งเข้าไปทุกวันๆจนจะกลายเป็นไม้เสียบลูกชิ้นอยู่แล้ว หัดดูแลร่างกายตัวเองให้ดีบ้าง ช่วงนี้ออกกำลังกายกันบ้างรึเปล่าก็ไม่รู้" คุณพ่อใจดีเอ่ยประโยคยาวเหยียดซึ่งทั้งหมดนั่นเป็นข้อเสียของพวกเขาที่หาข้อโต้เถียงไม่ได้เลนสักนิด

 

"…น...นายก็พูดเกินไปนะ เรื่องออกกำลังกาย ทุกอาทิตย์พวกฉันก็ออกไปเล่นบาสบ้างแหละ"

 

"แล้วอีกอย่างถ้าพวกนายกินกันไม่หมด ให้อาคาชิช่วยอีกแรงก็ได้"

 

"......"

 

คนที่นั่งฟังเงียบๆอยู่นาน ในที่สุดก็ถูกพาดพิงจนได้ ทั้งสามสายตาหลากสีต่างก็หันไปมองเป็นทางเดียวกัน

 

เดี๋ยวนะ...

 

อาคาชิเคยกินของแบบนี้ด้วยเหรอ?

 

มันทำให้อดคิดไม่ได้ว่า ของกินที่ดูยังไงก็คงไม่ได้สารอาหารครบถ้วนที่มีสูตรผสมเป็นแป้งส่วนใหญ่อย่างพิชซ่าเนี่ย....ที่อาคาชิจะเคยกินน่ะ

 

"......" คุโรโกะ

 

"......" ฟุริฮาตะ

 

ท่ามกลางห้องรับแขกแสนเงียบงัน กลับยิ่งเงียบไปกว่าเดิมอีกเมื่อไม่มีใครพูดอะไรออกมาเลย

 

 "เอางั้นก็ได้ครับ" คุโรโกะว่าแบบนั้น โดยเว้นช่วงประโยคไปนิดหนึ่ง "ถ้าอาคาชิคุงยอมทานเป็นเพื่อนพวกผม...ผมกับฟุริฮาตะคุงจะยอมทานกันคนล่ะถาดเลยก็ได้ครับ"

 

เฮ้ย!!!

 

"ถาดนึงมันมีตั้งแปดชิ้นเลยนะคุโรโกะ! แบบนั้นไม่ไหวหรอก!" ฟุริฮาตะส่ายหน้ารัว ช่วงนี้ยิ่งไม่ค่อยอยากอาหารอยู่ด้วย จะให้กินขนาดนั้นได้ท้องแตกก่อนพอดี โดยเฉพาะคุโรโกะที่กินน้อยยิ่งกว่าเขาซะอีก

 

"เอาสิ" คางามิยิ้มยิงฟัน หัวเราะด้วยความชอบใจเล็กน้อย "ถ้าหมอนี่ยอมกินด้วย พวกนายก็ต้องทำให้ได้อย่างที่พูดล่ะ...เพื่อสุขภาพของพวกนายเอง" ร่างสูงยกนิ้วให้อย่างถูกใจกับการตัดสินใจในครั้งนี้ของคู่หูตลอดกาลของตน

 

นี่มันก็แค่การชวนกินข้าวธรรมดาๆไม่ใช่เรอะ! ไหงถึงกลายเป็นแบบนี้ไปได้ล่ะ จะไปชวนอาคาชิมากินอาหารแบบนี้ด้วยทำไม!  

 

ฟุริฮาตะแทบหงายเงิบเมื่อคุโรโกะตั้งเงื่อนไขแบบนั้นขึ้นมาง่ายๆ

 

"ฉันกินมาก่อนแล้วล่ะ พิซซ่าพวกนี้น่ะของพวกนาย แต่ถ้าเหลือหรือกินไม่ไหวก็ไม่เป็นไร เดี๋ยวฉันช่วยจัดกาต่อเองอีกแรงก็ได้" คางามิบอกแบบนั้น เมื่อเห็นสีหน้าไม่ดีของเพื่อนตัวเล็กอีกหนึ่ง

 

งั้นก็คงดีหน่อยมั้ง...

 

"ว่าไงครับอาคาชิคุง...อยากจะมาทานข้าวเป็นเพื่อนพวกผมมั้ยครับ?" ข้อเสนอที่ไม่ได้ประโยชน์อะไรนอกจากอิ่มท้อง ถูกหยิบยื่นให้โดยง่าย ใบหน้าเรียบเฉยของคุโรโกะหันไปถามชายหนุ่มอีกคนที่ยังคงนั่งฟังพวกเขาคุยกันเงียบๆอยู่ฝั่งตรงข้าม

 

"ได้สิ" อาคาชิก้มมองนาฬิกา "ถ้างั้นนี่ก็คงเป็นข้าวเที่ยงของพวกเราพอดีสินะ" ริมฝีปากได้รูปหยักขึ้นเป็นรอยยิ้มบาง แต่ฟุริฮาตะกลับเบิกตากว้างอย่างไม่เชื่อหูตัวเอง

 

ไหงเป็นแบบนี้ไปได้ล่ะ!!

 

 

 

 

 

 

"ได้ข่าวว่าพวกนายทานข้าวกันไม่ตรงเวลาสินะ"

 

ในห้องอาหารขนาดเล็กสำหรับอาจารย์ โต๊ะขนาดเล็กที่ชายหนุ่มสี่คนจะสามารถนั่งได้ถูกจับจองที่นั่งทั้งหมด ฟุริฮาตะนั่งอยู่ฝั่งเดียวกับคุโรโกะโดยอยู่ทางขวามือของเจ้าตัว ส่วนอาคาชินั่งฝั่งเดียวกับคางามิโดยนั่งตรงข้ามกับคุโรโกะอีกทีหนึ่ง

 

"พอดีเป็นเรื่องจำเป็นน่ะครับ" นัยน์ตาสีฟ้าใสเหลือบมองขวดแก้วใสซึ่งข้างในถูกบรรจุด้วยซอสมะเขือเทศจนเต็ม ขวดซอสที่ว่าอยู่บนโต๊ะทางฝั่งขวามือของตน

 

"แล้วก็ไม่ค่อยได้นอนอีกด้วย" นัยน์ตาสีแดงทั้งสองข้างเลื่อนมองขวดซอสมะเขือเทศที่ถูกมือของใครบางคนหยิบยกขึ้นจนลอยสูงและนำมันไปวางอยู่ตรงหน้าเจ้าของเรือนผมสีฟ้าอีกทีหนึ่ง

 

"อันนั้นก็เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ครับ" คุโรโกะหยิบขวดซอสมะเขือเทศที่ฟุริฮาตะพึ่งจะส่งมาให้แล้วเทใส่จานตัวเองเพียงเล็กน้อย

 

คางามิที่เห็นแบบนั้นมองตามการกระทำเหล่านั้นเงียบๆพลางเคี้ยวขอบพิซซ่าที่อยู่ในปากตนไปด้วย ดูเหมือนว่าแค่เห็นคุโรโกะเหลือบมองนิดเดียวฟุริฮาตะก็พอจะรู้แล้วว่าคุโรโกะต้องการอะไรแม้ไม่ต้องพูดก็ตาม

 

ภาพแบบนี้เขาเห็นบ่อยมากโดยเฉพาะในห้องทำงานที่กระจัดกระจายไปด้วยหนังสืออ้างอิงและของที่วางระเกะระกะอย่างไม่เป็นระเบียบเพราะไม่มีเวลาเก็บเท่าไหร่

 

แต่การกระทำเพียงเล็กน้อยนั้นก็ดูเหมือนจะเป็นเรื่องปกติของทั้งสองคนนี้ไปแล้วล่ะนะ

 

ฟุริฮาตะยิ้มแห้ง จากคำถามของอาคาชิแบบนั้น...มันน่าจะรียกว่ากินไม่ได้นอนไม่หลับมากกว่านะ ก็เล่นยุ่งอยู่ตลอดเวลาเลยนี่นา เวลาว่างของพวกเขามันไปอยู่ตรงไหนบางทีก็ชักงงไปหมดแล้วเหมือนกัน

 

                แสงแดดสาดส่องเข้ามาจากทางประตูกระจกบานใหญ่ ภายในห้องอาหารยังคงมีเสียงหัวเราะของชายหนุ่มที่นั่งรายล้อมอยู่บนโต๊ะทั้งสี่คน สายลมบางเบาพัดเข้ามาให้รู้สึกผ่อนคลาย น้ำแข็งละลายจนไอน้ำเริ่มไปจับตัวกันรอบๆแก้วใบใส

 

"ตอนนั้นฉันก็คิดว่าไม่มีใครอยู่ซะอีก ที่ไหนได้...กลายเป็นซากอยู่ใต้กองหนังสือกันหมด" คางามิอดบ่นออกมาไม่ได้ อย่างที่รู้ว่าพอไปถึงเพื่อไปเยี่ยมทีไรก็มักจะเป็นแบบนั้นประจำ

 

"ก็จู่ๆกองหนังสือมันก็ล้มลงมาทับนี่นา" ฟุริฮาตะแก้ตัว

 

"แล้วก็เลยนอนตายใต้ซากกองหนังสือนั่นสินะ" ตอนที่เข้าไปเห็นก็ตกใจ นึกว่าตัวอะไรโดนทับอยู่ใต้กองซากหนังสือมหึมาซะอีก

 

"แหม...ก็ไม่ถึงขนาดนั้นหรอก" ร่างเล็กเรือนผมสีน้ำตาลเกาแก้มนิดๆ

 

มือใหญ่ของคางามิยื่นมือมาขยี้หัวเล็กจนยุ่งฟู

 

"ถ้าฉันไม่เข้าไปดู พวกนายคงจมอยู่ในห้องไปแล้วมั้ง"

 

"ลำบากแย่เลยนะ" น้ำเสียงทุ้มนุ่มเอ่ยบอก บรรยากาศบนโต๊ะอาหารทำให้พอจะอยากอาหารขึ้นมาบ้าง สรุปแล้วพวกเขาทั้งสี่คนก็ต้องมาช่วยกันนั่งกินพิซซ่าเป็นอาหารมื้อเที่ยงกันให้หมด

 

"ก็ไม่ขนาดนั้นหรอกครับ พวกผมก็เริ่มจะชินขึ้นมาบ้างแล้ว" คุโรโกะเอ่ยหน้าตายแบบไม่สำนึกกันเลยสักนิด

 

"เชื่อเขาเลยเจ้าพวกนี้" ขนาดคางามิยังอดบ่นไม่ได้ ท่าทางทีหลังคงต้องจ้างมาเป็นพ่อบ้านให้คอยช่วยดูแลแล้วล่ะแบบนั้น

 

 

 

 

TBC...

 

 

 

 

 

Comment

Comment:

Tweet