[AkaFuri] Ai No Kagi Ch.2.1

posted on 01 Mar 2016 19:59 by akaki-kouga in AkaFuri--Ai-no-Kagi directory Fiction

 

Ai No Kagi

 

 

Chapter 2.1 This time ในเวลานี้

 

 

 

 

           

 

"เฮ้อ...ก่อนปิดต้นฉบับนี่ยุ่งชะมัดเลย"

 

ชายหนุ่มเปิดประตูตรงหน้าออกแล้วปิดลงอย่างเบามือ ถึงจะรู้อยู่แล้วว่าไม่ควรพูดแบบนี้ หรือพูดออกไปก็ไม่มีอะไรดีขึ้นแต่ยังไงก็รู้สึกอยากจะบ่นออกไปบ้างอยู่ดี เพราะอย่างน้อยมันก็เป็นการระบายความเครียด

 

ใต้ตาดำคล้ำของชายหนุ่มเป็นตัวบ่งบอกได้อย่างดี มือข้างหนึ่งถือเอกสารซองสีน้ำตาลปึกหนึ่งเอาไว้ในมือ เขาพาร่างตัวเองเดินมาทรุดตัวลงนั่งลงบนโซฟาตัวหนานุ่มสีฟ้าสดใสภายในห้องทำงานขนาดใหญ่ที่มีชั้นหนังสือมากมายของใครบางคน เอกสารที่ถือมาด้วยถูกวางลงบนโต๊ะใกล้มือ เขาเอนหลังพิงกับโซฟาด้านหลังทำให้รู้สึกสบายตัวขึ้นนิดหน่อย

แล้วปิดตาลงเล็กน้อย

 

ชายหนุ่มเจ้าของห้องขยับตัวนิดหน่อยเพื่อระบายความเมื่อยล้า เลื่อนเก้าอี้อกมาเสียงเบา เขาถอดแว่นกรอบสีดำลง หลังจากนั้นถึงเบือนหน้าหันกลับมาจากการจ้องหน้าจออยู่นาน ดวงตาสีฟ้ากระพริบปริบเล็กน้อยเพื่อปรับโฟกัสภาพให้คงที่ การจ้องหน้าจอนานเกินไปก็ทำให้สายตาของเขาล้าได้ ชายหนุ่มหันมายิ้มให้คนที่พึ่งจะเข้ามาในห้องทำงานของเขาเล็กน้อย

 

"คงยังไม่ชินสินะครับ"

 

"จะว่ายังไม่ชินมันก็....ต้องบอกว่าช่วยไม่ได้มากกว่า ถึงทำงานให้เร็วขึ้น แต่ยังไงกำหนดส่งมันก็ต้องทำพร้อมกันอยู่ดี" ชายหนุ่มเรือนผมสีน้ำตาลลืมตาขึ้นมองพลางยิ้มแห้ง

 

"เหนื่อยมากมั้ยครับ?...เดี๋ยวผมเสร็จจากตรงนี้แล้วคงมีเวลามากขึ้น"

 

"แทนที่นายจะมาถามฉันแบบนั้น ฉันต้องเป็นคนถามนายมากกว่านะคุโรโกะ ว่าเหนื่อยหรือเปล่าน่ะ เล่นนั่งจ้องหน้าจอคอมมาตั้งหลายวันแล้วนี่นา แถมยังต้องนั่งหลังขดหลังแข็งแบบนั้นนานๆ เป็นฉันคงทนไม่ได้เท่านายหรอก"

 

"ไม่หรอกครับ...แค่นี้สบายมาก"

 

"เหลืออีกกี่หน้าล่ะนั่น" ฟุริฮาตะเหล่สายตามองหน้าจอที่อีกฝ่ายเปิดค้างจากการทำงานเอาไว้

 

"คิดว่าอีกสี่หน้าก็เสร็จแล้วครับ ถึงตอนนั้นเราค่อยไปฉลองกันเหมือนทุกทีนะครับฟุริฮาตะคุง"

 

"ฉลองปิดต้นฉบับสินะ...แต่ครั้งนี้นายต้องให้ฉันเลี้ยงแทนนายนะเข้าใจมั้ย"

 

เพราะทุกครั้งเวลาปิดต้นฉบับนิยายแต่ล่ะครั้งคุโรโกะจะเป็นคนเลี้ยงเขาน่ะสิ ให้คุโรโกะออกตลอดแบบนั้นก็ดูจะไม่แฟร์เท่าไหร่ แม้ว่าคุโรโกะจะไม่คิดอะไรมากก็ตาม

 

ชายหนุ่มเรือนผมสีฟ้าที่ไม่ว่าจะมองกี่ทีก็ทำให้รู้สึกสดใสเผยยิ้มดูดีออกมาบางๆ

 

"เข้าใจแล้วครับ...ครั้งนี้ผมจะรับเอาไว้"

 

ว่าแบบนั้นแล้วคุโรโกะก็นั่งลงไปที่เดิม และเร่งปั่นต้นฉบับอีกสี่หน้าที่ว่าต่อ

 

ฟุริฮาตะทำงานอยู่ที่สำนักพิมพ์แห่งหนึ่ง หลังจบจากมหาวิทยาลัยที่เดียวกับคุโรโกะ เท็ตสึยะ

 

ในตอนแรกนั้นหลังเรียนจบมาใหม่ๆฟุริฮาตะก็ออกมาทำงานที่บริษัทหนึ่ง แต่ไปได้ไม่ดีเท่าไหร่นักจึงตัดสินใจมาทำงานที่นี่แทน ตอนนี้ฟุริฮาตะทำงานในแผนกบก.หนังสือวรรณกรรม มีหน้าที่หลายอย่างที่เขาต้องทำ และเพราะว่าสมัยม.ปลายฟุริฮาตะก็เคยเป็นกรรมการห้องสมุดอยู่แล้ว เลยไม่มีปัญหาเรื่องการอ่านเท่าไหร่แถมยังชอบมากอีกด้วย เพราะสมัยเด็กเขาก็ชอบอ่านหนังสือพวกนี้เหมือนกัน

 

ในการทำงานแต่ล่ะครั้งก็ต้องมีการอ่านทวนคำผิด การตรวจต้นฉบับ จัดรวมและทำเป็นรูปเล่ม ทำแผนงานการเสนอขาย จัดอีเวนท์แจกลายเซ็นและงานอื่นๆอีกมากมาย ทำให้ฟุริฮาตะได้อ่านหนังสือเยอะแยะอีกมากและเขาก็ยังซื้อเรื่องที่ชอบมาเก็บสะสมอีกด้วย

 

"ได้ข่าวว่าคุณซื้อหนังสือของผมมาอีกแล้วใช่มั้ยครับ?" คนที่นั่งทำงานอยู่ถามขึ้นมาทั้งที่ไม่ได้หันมามอง

 

"แฮะๆ รู้ด้วยเหรอ" ฟุริฮาตะเกาแก้มนิดๆเมื่อถูกจับได้

 

"แน่นอนครับ...ตอนที่เข้าไปในห้องฟุริฮาตะคุงครั้งก่อนผมก็เห็น คงห้ามไม่ได้สินะครับ"

 

"ถ้าชอบทั้งทีก็ต้องช่วยอุดหนุนสิ!! และฉันก็ชอบหนังสือที่นายแต่งมากๆด้วย แต่ล่ะเรื่องน่ะ...สนุกมากเลยนะ!!" ฟุริฮาตะลุกขึ้นยืนทำท่าประกอบด้วยความกระตือรือร้น ต่างจากท่าทางตอนแรกที่เดินเข้ามาลิบลับ ถึงแม้ว่าตอนนี้เจ้าตัวจะมีขอบตาคล้ำเป็นหมีแพนด้าก็ตาม

 

"ขอบคุณนะครับ ได้ยินแบบนั้นผมก็ดีใจ" คุโรโกะหันมายิ้มให้นิดๆ

 

"ฉันเป็นแฟนอับดับหนึ่งของนายเลยนะคุโรโกะเซนเซย์!!"

 

ชายหนุ่มเรือนผมสีฟ้ากลั้นขำน้อยๆเมื่อเห็นท่าทางร่าเริงของอีกฝ่าย ดวงตาสีน้ำตาลเป็นประกายยามเล่าถึงเรื่องที่ตนเองสนใจเหมือนกับเด็กเล็กๆ

               

หัวคิ้วฟุริฮาตะเรียวงอนิดๆเมื่อเห็นใบหน้าแบบนั้นเข้า ถึงจะดีใจที่ทำให้อีกฝ่ายหายเคร่งเครียดและหัวเราะได้ทั้งที่เป็นปกติคงยาก แต่ว่า...

 

"นี่นาย...คงไม่คิดว่าฉันน่ารักน่าเอ็นดูเหมือนลูกศิษย์ตัวน้อยๆของนายหรอกนะ"

 

"หึหึ...ไม่หรอกครับ เพราะฟุริฮาตะคุงเป็นมากกว่านั้น"

 

เป็นประโยคเรียบง่าย...แต่แค่นั้นจากหัวคิ้วหงิกงอและท่าทางบึ้งตึงในตอนแรกก็กลายเป็นแก้มขาวที่แดงเรื่อยแทน

 

"...พ...พูดอะไรของนายเนี่ย!! ฉันจะไปรอข้างนอกแล้วกัน!" ฟุริฮาตะเด้งตัวขึ้นจากโซฟาอย่างรวดเร็วและเร่งสปีดเดินออกจากห้องทันทีด้วยความเขิน คุโรโกะยิ้มบางเมื่อเห็นภาพแบบนั้น

 

"อีกสามสิบนาทีเตรียมตัวด้วยนะครับ"

 

"อื้ม"

 

ได้ยินเสียงตอบรับกลับมาก่อนประตูจะปิดลง ห้องทำงานกลับมาเงียบสงบอีกครั้ง

 

 

 

 

 

 

 

"ช่วงนี้คางามิเป็นยังไงบ้างเหรอ?"

 

"เขาก็กลับมาทุกช่วงที่เป็นวันหยุดยาวของเขานะครับ แต่พอครั้งล่าสุดที่มาแล้วเห็นพวกเราในสภาพดูไม่ได้ คางามิคุงก็เลยไม่กล้าชวนพวกเราไปไหนเลยครับ"

 

ฟุริฮาตะยิ้มแห้ง จะว่าไปแล้วมันก็เหมือนจะเคยมีเหตุการณ์แบบนั้นเกิดขึ้นจริงๆนั่นแหละนะ

 

จำได้ว่ามีวันหนึ่งก่อนปิดต้นฉบับแค่สองวัน คุโรโกะก็ต้องรีบเร่งในการปั่นงานเขียนของตัวเองเพราะจู่ๆกำหนดการส่งก็ถูกเร่งขึ้นมาอย่างกะทันหัน

 

ซึ่งฟุริฮาตะก็งานยุ่งไม่แพ้กัน แทบจะต้องกระตือรือร้นในการทำงานอยู่ตลอดเวลา เขาต้องคอยตามงานนักเขียนคนอื่นเพื่อที่จะได้ส่งให้ทันกำหนด และยังต้องคอยตรวจงานจนตาล้า เป็นสองวันแห่งหายนะที่แทบไม่ได้หลับไม่ได้นอนจนร่างกายโทรมกันไปตามๆกัน

 

คางามิที่มาเยี่ยมบ้านคุโรโกะที่ทำงานอยู่ในคอนโดของตัวเองตกใจมากกับสภาพนอนหลับเป็นตายอเนจอนาถหลังจากส่งงานทั้งหมดไปได้ทัน

 

คุโรโกะฟุบอยู่หน้าจอคอมในสภาพหมดแรงส่วนฟุริฮาตะสลบคาพื้น ยังดีที่อีกฝ่ายมีกุญแจสำรองที่เคยให้ไว้ตอนพวกเขาไม่อยู่เลยเข้ามาได้

 

คางามิลากฟุริฮาตะและคุโรโกะไปนอนบนเตียงและอาสาทำอาหารให้กับคนที่หมดแรงแม้แต่จะยืนเพราะอดนอนแทน ซึ่งมันก็ช่วยได้ดี

 

หลังจากนั้นพวกเขาสองคนก็ต้องไปที่สถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้าต่อเพื่อทำงานของตัวเอง และคางามิก็ยังมาช่วยงานอีกแรงด้วย แม้ว่าเจ้าตัวจะบอกว่าไม่ชอบเด็กก็เถอะนะ และเหตุการณ์ในวันนั้นก็พึ่งจะผ่านมาได้ไม่นาน

 

"เรื่องวันนั้นคงต้องขอบคุณคางามิซักหน่อยแล้วล่ะนะ ไม่งั้นพวกเราคงเป็นผีตายซากอยู่ในห้องแน่นอน"

 

อดนอนหลายๆวันติดกัน ทั้งที่ยังไม่ได้กินข้าว และกินก็ไม่เคยตรงเวลาแบบนั้นได้ตายก่อนทำงานเสร็จแน่นอน แลัมันก็มักจะเป็นแบบนี้บ่อยๆด้วย

 

"ถ้างั้นลองชวนคางามิคุงไปทานข้าวด้วยกันดีมั้ยครับ? ดูเหมือนว่ากว่าจะถึงกำหนดเดินทางกลับของเขาก็ยังอีกนานด้วย"

 

"แบบนั้นก็ดีสิ!"

 

"ถ้างั้นผมจะลองชวนดูนะครับ"

 

หลังจบประโยค มือขาวก็หยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดเบอร์เจ้าของชื่อทันที ฟุริฮาตะยิ้มแก้มปริ อย่างน้อยได้เจอเพื่อนสมัยเรียนแบบนานๆครั้งก็ทำให้เขามีความสุขมากแล้วล่ะ

 

 

 

 

 

 

 

 

"พวกนายสองคนนี่ยังเหมือนเดิมเลยนะ ตอนนี้ยังมีแรงพอเหลือเฟือใช่มั้ยนั่น?"

 

ร่างสูงคิ้วสองแฉกเท้าคางมองชายหนุ่มสองคนตรงหน้าที่มีสภาพไม่ต่างกันมากเท่าไหร่นัก ไม่ว่าจะผ่านมากี่ปีก็ดูเหมือนว่าใบหน้าของทั้งสองคนจะไม่ค่อยเปลี่ยนไปเลยแม้แต่น้อย รวมถึงนิสัยด้วย ที่ดูจะเปลี่ยนก็คงมีแค่ส่วนสูงมากกว่า

 

"ทำไมถึงถามแบบนั่นล่ะคางามิ ถ้าเหนื่อยขนาดนั้นฉันคงนอนอยู่บ้านทั้งวันไม่คิดจะออกไปไหนให้ทำร้ายตัวเองเล่นหรอกนะ"

 

"นั่นสินะครับ...และผมก็คงนอนจมโซฟาเหมือนเดิม"

 

"เห็นพวกนายยังยิ้มได้ฉันก็โล่งใจหน่อยล่ะมั้ง แต่เล่นพูดแบบนั้นทั้งที่ขอบตาคล้ำแบบพวกไม่ได้นอนอย่างนั้น ใครเขาจะเชื่อลงล่ะนั่น" คนพูดถอนหายใจออกมาพรืดใหญ่ เห็นแบบนี้แล้วใครจะไปเชื่อลง

 

"แหม~ ก็แค่ช่วงนี้นอนน้อยนิดหน่อยก็เท่านั้นเองน่ะ เดี๋ยวเริ่มเข้าต้นเดือนหน้าก็สบายแล้วน่ะนะ" ฟุริฮาตะเกาแก้ม

 

"แล้วพอปลายเดือนนายก็จะกลับเป็นเหมือนต้นหอมเหี่ยวๆที่ไม่ได้รับแสงแดดและน้ำอย่างเต็มที่สินะ" คางามิดักคออย่างรู้ทันการใช้ชีวิตแบบผักเหี่ยวๆที่ไม่มีคนคอยดูแลลดน้ำให้ของใครบางคน ไม่สิ...น่าจะเป็นทั้งสองคนมากกว่า

 

"มันก็นะ...ฮะฮะ"

 

ยิ้มแห้งแล้วหลบตาแบบนั้นมันคืออะไร?

 

"แบบนี้ฉันคงต้องขุนพวกนายให้อ้วนหน่อยแล้วล่ะมั้ง"

 

"ถึงจะพูดแบบนั้น แต่ถ้าเยอะเกินไปพวกเราก็ทานกันไม่หมดหรอกนะครับคางามิคุง"

 

"ต้องกินเนื้อเพิ่มพลังงานเยอะๆนะ แล้วก็ผักอีกนิดหน่อยด้วย"

 

ว่าจบคางามิก็หันไปสั่งการกับพนักงานด้านหลัง ตอนนี้พวกเขานั่งอยู่ในร้านเนื้อย่างใกล้คอนโดของคุโรโกะ เพื่อเติมพลังงานและสารอาหารให้กับคนขาดแคลน กินมื้อไม่กินมื้อ กินไม่ตรงเวลาแบบคุโรโกะและฟุริฮาตะแล้ว คางามิที่เป็นคนเลือกร้านอาหารให้ก็เลยสั่งอาหารแบบกะมาขุนเต็มที่

 

รอเพียงไม่นานเนื้อมากมายก็ถูกน้ำมาเสริฟจนเต็มโต๊ะ

 

"ไม่ต้องห่วงเรื่องค้าอาหาร เดี๋ยวฉันช่วยออกอีกแรง"

 

"ไม่ได้ห่วงเรื่องนั้นสักหน่อยครับ" คุโรโกะว่าเสียงเรียบเมื่อมองอาหารมากมายที่ถูกนำมาวางจนเต็มโต๊ะ

 

แต่ห่วงว่าทานกันหมดมั้ยต่างหาก...

 

 

 

 

 

 

 

 

"กินเลี้ยงสิ้นปีเหรอครับ?"

 

ฟุริฮาตะพยักหน้าให้กับโทรศัพท์สองสามรอบ ถึงแม้จะรู้ว่าอีกด้านของปลายสายคงจะไม่เห็นก็ตาม กำลังนั่งพักอยู่บ้านดีๆก็ไม่คิดว่าจะมีรุ่นพี่ที่บริษัทโทรมาชวนไปกินเลี้ยงแบบนี้ แถมยังชวนทุกคนด้วย ถ้าไม่ไปก็คงน่าเกลียด

 

เมื่อวานพึ่งไปกินกับคุโรโกะและคางามิจนเกือบท้องแตกมาแล้วแท้ๆ แต่วันนี้ก็ยังต้องไปอีก

 

"ไปครับ เวลานัดคือที่ไหนและกี่โมงครับ?"

 

ฟุริฮาตะเงยหน้ามองนาฬิกาบนผนังห้อง ตอนนี้ก็ปาเข้าไปเที่ยงแล้ว

 

ทั้งที่เป็นวันสิ้นปีที่ตกลงกับคุโรโกะว่าจะนอนอยู่บ้านเพื่อพักร่างการที่เหนื่อยล้ามาทั้งปีอย่างเดียว ก็ในเมื่อพลังงานที่ใช้มาทั้งปีมันกำลังจะหมดลงในไม่ช้าแล้วนี่นา จะให้ไปเที่ยวสิ้นปีด้วยกันอีกก็คงจะไม่ไหว...แต่ดูท่าว่าจะไม่ได้ทำตามอย่างที่คิดซะแล้ว

 

[เจอกันสองทุ่มที่ร้านหน้าสถานี xxx นะ]

 

"เข้าใจแล้วครับ" ฟุริฮาตะรับคำและสายก็ตัดไปเดี๋ยวนั้นเอง ต่อจากสายตัดไปคราวนี้ฟุริฮาตะก็เป็นคนโทรไปหาใครบางคนบ้าง

 

[ฟุริฮาตะคุง?...มีอะไรหรือเปล่า วันนี้คุณไม่ได้พักอยู่บ้านหรือครับ?]

 

"ฉันแค่จะโทรมาบอกว่าวันนี้ฉันมีกินเลี้ยงกับที่บริษัทน่ะ คงกลับดึกหน่อยนั่นแหละ กว่างานจะเริ่มก็ตั้งสองทุ่มแล้ว" อย่าว่าแต่ต้องรอคนอื่นๆอีก อาจกลายเป็นเริ่มงานสามทุ่มแทน และไม่รู้ว่าจะปลีกตัวกลับมาได้ตอนไหน

 

เพื่อไม่ให้คุโรโกะต้องเป็นห่วง เลยต้องโทรมาบอกล่วงหน้า

 

[เหมือนเมื่อปีก่อนสินะครับ ยังไงก็อย่ากลับดึกมากนักนะครับ เดี๋ยวคุณแม่ของคุณจะเป็นห่วงเอา กลับดึกอันตราย และผมก็เป็นห่วงด้วยครับ]

 

ใกล้ช่วงนี้ของทุกปีมักจะเป็นแบบนี้เสมอ เพียงแต่วันที่นัดกินเลี้ยงก็ไม่เคยตรงกันซักครั้ง ในปีก่อนหน้านั้นก็เป็นวันก่อนสิ้นปีสองวัน

 

ถ้าเป็นไปได้คุโรโกะคงอยากไปด้วย แต่ในเมื่อเป็นคนที่ไม่เกี่ยวข้อง จะให้ไปด้วยก็ยังไงอยู่ เลยตัดสินใจให้เป็นแบบนี้แทน และฟุริฮาตะก็อยากจะให้อีกฝ่ายพักผ่อนด้วยเลยไม่คิดจะให้ตามมารับ

 

[ถึงจะอยู่ใกล้สถานีแต่ก็ห้ามประมาทนะครับ] เสียงเอ่ยกำชับดังขึ้นมาอีกรอบ

 

"รับทราบครับ ฉันไม่ใช่เด็กๆแล้วนะคุโรโกะ และก็ฝันดีล่วงหน้านะครับ เอ่อ...สวัสดีปีใหม่ล่วงหน้าด้วย"

 

ได้ยินเสียงหัวเราะดังมาตามสาย

 

"ถึงไม่เป็นเด็ก ผมก็อดเป็นห่วงไม่ได้อยู่ดีครับ....สวัสดีปีใหม่ครับฟุริฮาตะคุง"

 

กลับจากกินเลี้ยงทีไร ทุกครั้งจะเหมือนถูกสูบแรงไปจนหมด กลับมาถึงบ้านฟุริฮาตะก็ต้องล้มลงเตียงหลับตานอนได้เลยด้วยซ้ำ และครั้งนี้เองก็คงไม่ต่างกัน

 

 

 

 

 

 

 

เสียงเอะอะของพนักงานบริษัทไม่ต่ำกว่ายี่สิบคนยังคงดังเซ็งแซ่ไปทั่วร้านอาหารแห่งนี้ ฟุริฮาตะพยายามไม่ทำตัวเด่นและนั่งให้ตัวลีบที่สุดเท่าที่จะทำได้ ภาวนาในใจว่าขอให้กลับเร็วเท่าไหร่ได้ยิ่งดี เพราะตอนนี้ก็เริ่มง่วงเต็มแก่แล้ว บางทีก็ชอบเอานิสัยเสียเก่าๆมาใช้จนเคยตัว ทั้งที่ต้องคอยปรับนิสัยในส่วนนั้นแท้ๆ

 

"ฟุริฮาตะคุง งานของคุโรโกะเซนเซย์เป็นยังไงบ้างล่ะ?" พนักงานบริษัทคนหนึ่งที่ฟุริฮาตะจำได้ว่าอยู่แผนกเดียวกันเอ่ยขึ้นมาแบบนั้น

 

"ก...ก็ดีนะครับ ทุกอย่างราบรื่นดีอย่างที่เห็น"

 

"ฉันล่ะเป็นแฟนหนังสือตัวยงของเขาเลยนะ หนังสือที่คนๆนั้นเขียนมันกินใจแถมสอดแทรกข้อคิดเสมอเลยล่ะ"

 

"ครับ"

 

"ฉันจำได้ว่าเล่มใหม่ที่พึ่งจะวางแผงก็ยอดขายพุ่งสูงเลยนี่นา แต่ยังมีเล่มนึงที่เจ้าตัวไม่ยอมเขียนต่อตอนนี้นะน่าเสียดาย"

 

เล่นที่ไม่ยอมเขียนต่อเหรอ? จะว่าไปก็เหมือนจะมีนะ...

 

"แต่ยังไงปีนี้พวกเราก็ได้ทำงานอย่างเต็มที่แล้วล่ะนะ คัมไป~"

 

เสียงชนแก้วดังขึ้นอย่างพร้อมเพรียงและฟุริฮาตะก็มีหน้าที่ตามน้ำไปเรื่อยๆ อากาศตอนนี้ค่อนข้างร้อนนิดๆเนื่องจากคนนั่งจนเต็มร้าน ฟุริฮาตะยกแก้วน้ำขึ้นดื่มเมื่อรู้สึกคอแห้ง

 

รู้สึกได้ถึงความหวานซ่านและขมคอหน่อยๆ

 

"ว้าว! ไม่นึกว่าเธอจะกระดกหมดแก้วแบบนั้นเลยนะ คอแข็งเหมือนกันนะเรา"

 

เอ๊ะ!?

 

ฟุริฮาตะก้มมองแก้วน้ำที่ตัวเองถืออยู่ นี่มันไม่ใช่น้ำเปล่าแต่เป็นเหล้าต่างหาก! นี่หยิบของใครมาดื่มเนี่ย... ถึงการกินเหล้า เบียร์จะไม่ผิดก็เถอะ

 

"ดื่มอีกเยอะๆเลยวันนี้ต้องฉลองฮ่าฮ่า" เหล้าอย่างดีถูกรินเติมลงในแก้วเดิม

 

"ครับ......"

 

ในเมื่อคนขี้เกรงใจไม่กล้าปฏิเสธถึงได้ดื่มต่อแบบช่วยไม่ได้ และมันก็เป็นแบบนั้นไปอีกสองแก้วจนรู้สึกว่าเริ่มไม่ไหวถึงได้ขอกลับก่อน

 

"ผมกลับก่อนนะครับ สวัสดีปีใหม่ล่วงหน้า" ชายหนุ่มเรือนผมสีน้ำตาลค่อยๆยืนขึ้นจนเต็มความสูง เขาเซนิดๆเมื่อรู้สึกมึนหัวและร่างกายก็รู้สึกร้อนแปลกๆ

 

"โอ้...กลับดีๆนะ อย่าพึ่งหลับก่อนได้เค้าดาวน์ล่ะ"

 

แบบนั้นคงไม่ไหวหรอก...

 

 คุยกันยาวจนปาเข้าไปห้าทุ่มครึ่งแล้ว

 

ฟุริฮาตะเดินออกจากร้านเพื่อที่จะขึ้นสถานี แต่เขากลับรู้สึกหน้ามืดมากกว่าปกติ ไม่รู้เพราะว่าดันดื่มเหล้าเข้าไปตั้งสี่แก้วทั้งที่ไม่ค่อยชอบดื่มของแบบนี้หรือเปล่า แต่เล่นโดนขยั้นขยอแบบนั้นจะให้ปฏิเสธก็ไม่กล้า

 

ชายหนุ่มเรือนผมสีน้ำตาลเดินโซเซจนมานั่งที่เก้าอี้ม้านั่งข้างทาง กะว่ารอให้หายมึนซักหน่อยถึงค่อยโบกแท็กซี่กลับหรือไม่ก็นั่งรถไฟเที่ยวสุดท้ายกลับ ทิวทัศน์โดยรอบช่างมึนเบลอแบบแปลกๆ ดูเหมือนว่าของมึนเมาที่กินเข้าไปจะทำพิษเข้าซะแล้วแบบนี้ ตรงบริเวณนี้ฟุริฮาตะนั่งอยู่ไม่มีใครเดินผ่านมากนัก ยิ่งมืดสนิทแบบนี้ยิ่งแล้วใหญ่

 

สายลมหอบใหญ่พัดเข้ามาปะทะใบหน้า ดวงตาสีน้ำตาลที่เริ่มเบลอค่อยๆปิดลงด้วยความหนักอึ้งและจมลงไปสู่ความมืดมิดอย่างไม่รู้ตัว

 

 

 

 

 

เสียงฝีเท้าบางเบาเดินเข้ามาใกล้จากเรื่อยๆ โดยที่คนที่หลับลึกไปแล้วก็ยังไม่รู้เรื่องรู้ราว

 

ดวงตาคมกำลังจดจ้องมองชายหนุ่มคนหนึ่งที่ดูท่าว่ากำลังหลับสบายไปแล้วอยู่ในสวนสาธารณะกว้างที่ไร้ผู้คน เสียงลมหายใจสม่ำเสมอดังออกมาเป็นระยะ นั่นทำให้รู้ว่าอีกฝ่ายหลับสนิทมาก และไม่มีทีท่าว่าจะตื่นมาตอนนี้แน่นอน

 

"......"

 

สายลมเย็นเฉียบพัดเข้ามาเป็นระลอก เขาตัดสินใจเดินเข้าไปหาอีกฝ่ายและอุ้มร่างเบาหวิวขึ้นมาในอ้อมแขนตน กระชับแขนอีกนิดเพื่อไม่ให้ร่างของอีกฝ่ายเอ็นเอียนจนร่วงลงไปบนพื้น เรือนผมสีน้ำตาลเอ็นพิงซบลงไปบนแผงอกแกร่ง ได้ยินเสียงครางงึมงำอย่างคนไม่ได้สติดังออกมาเล็กน้อย

 

“อืม...หนาว...จัง...” ร่างกายเบือดเข้าหาความอบอุ่นตามสัญชาตญาณโดยไม่มีท่าทีจะตื่น

 

“……”

 

เขาก้มลงมองอีกฝ่ายเล็กน้อย ก่อนร่างสูงสมส่วนจะก้าวขายาวเดินไปทางรถสีดำที่จอดนิ่งอยู่ตรงทางเข้า เปิดประตูด้านข้างคนขับออก และวางร่างอีกคนให้นอนในท่าที่สบายที่สุด จากนั้นจึงเดินวนไปทางอีกฝั่งหนึ่งเมื่อปิดประตูรถตามเสียงเบา

 

ตัวรถสีดำหรูหราขับเคลื่อนไปบนถนนในค่ำคืนนั้น

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

Rrrr Rrrr

 

"อือ..."

 

เสียงรบกวนดังขึ้นแต่เช้า มือเล็กควานหาโทรศัพท์ หลังจากนั้นถึงกดรับในทันทีที่หาปุ่มเจอโดยที่ยังไม่ทันได้ลืมตามองด้วยซ้ำ ได้ยินเสียงปลายสายรอดผ่านเข้ามาเมื่อนำเครื่องมือสื่อสารเพียงชิ้นเดียวกดแนบหู

 

[เมื่อคืนหลับสบายมั้ยครับฟุริฮาตะคุง?] น้ำเสียงสดใสดังมาจากอีกฝั่งหนึ่ง

 

"อืม...ฉันรู้สึกปวดไปหมดทั้งตัวมากกว่านะ" เสียงงัวเงียตอบกลับไปแบบนั้น

 

[คงนอนผิดท่าสินะครับ...ระวังนอนตกเตียงนะครับ วันนี้ก็พักผ่อนให้มากๆ แล้วพรุ่งนี้ค่อยเจอกันนะครับ] เหมือนจะรู้ว่าอีกฝ่ายอยู่ในสภาพไม่ตื่นเต็มที่คุโรโกะเลยตัดสายไปทั้งแบบนั้น

 

"......" โทรศัพท์ฝาพับสีน้ำตาลถูกวางลงบนโต๊ะข้างเตียงที่เดิม

 

ตั้งแต่ไปกินเลี้ยงกันเมื่อคืนพอกลับมาก็เหนื่อยจนแทบไม่อยากลุกไปไหน...ร่างการรู้สึกหนักอึ้งไปหมดเช่นเดียวกับตาที่ลืมแทบไม่ขึ้น คงเพราะความเหนื่อยที่สะสมมานานเกินไป......

 

"......"

 

เดี๋ยวนะ...

 

เมื่อคืนมีกินเลี้ยงสิ้นปีและเผลอดื่มเหล้าไปหลายแก้วจนเมา จากนั้นก็เลยไปนั่งพักที่ไหนซักแห่ง...

 

แล้วเป็นไงต่อหว่า?

 

แล้วเขากลับมานอนอยู่บนเตียงนุ่มสบายทั้งที่ปวดไปหมดทั้งตัวได้ไง?

 

"!!!"

 

ฟุริฮาตะลืมตาโพรงในทันทีที่พึ่งรู้สึกตัว หลังจากนั้นถึงเด้งจากเตียงขึ้นมามองไปรอบๆ

 

ทั้งเพดาน ผ้าม่าน ของรอบๆห้อง ก็คือห้องของตัวเองทั้งหมด ก็อยู่ในห้องนอนของตัวเองนี่นาแล้ว...เมื่อคืนเขากลับมาได้ไง?

 

แล้วยัง...เขาก้มลงมองดูตัวเอง

 

"ว๊ากกก! ไหงเราโป๊แบบนี้ได้ฟะ!"

 

ก็ว่าทำไมรู้สึกหวิวๆ ก็เพราะว่าเสื้อผ้าทั้งหมดของเขามันลงไปนอนกองอยู่ที่พื้นหมดแล้วน่ะสิ!

 

 

 

 

 

 

TBC......

 

Comment

Comment:

Tweet