[AkaFuri] Ai No Kagi Ch.2.1

posted on 01 Mar 2016 19:59 by akaki-kouga in AkaFuri--Ai-no-Kagi directory Fiction

 

Ai No Kagi

 

 

Chapter 2.1 This time ในเวลานี้

 

 

 

 

           

 

"เฮ้อ...ก่อนปิดต้นฉบับนี่ยุ่งชะมัดเลย"

 

ชายหนุ่มเปิดประตูตรงหน้าออกแล้วปิดลงอย่างเบามือ ถึงจะรู้อยู่แล้วว่าไม่ควรพูดแบบนี้ หรือพูดออกไปก็ไม่มีอะไรดีขึ้นแต่ยังไงก็รู้สึกอยากจะบ่นออกไปบ้างอยู่ดี เพราะอย่างน้อยมันก็เป็นการระบายความเครียด

 

ใต้ตาดำคล้ำของชายหนุ่มเป็นตัวบ่งบอกได้อย่างดี มือข้างหนึ่งถือเอกสารซองสีน้ำตาลปึกหนึ่งเอาไว้ในมือ เขาพาร่างตัวเองเดินมาทรุดตัวลงนั่งลงบนโซฟาตัวหนานุ่มสีฟ้าสดใสภายในห้องทำงานขนาดใหญ่ที่มีชั้นหนังสือมากมายของใครบางคน เอกสารที่ถือมาด้วยถูกวางลงบนโต๊ะใกล้มือ เขาเอนหลังพิงกับโซฟาด้านหลังทำให้รู้สึกสบายตัวขึ้นนิดหน่อย

แล้วปิดตาลงเล็กน้อย

 

ชายหนุ่มเจ้าของห้องขยับตัวนิดหน่อยเพื่อระบายความเมื่อยล้า เลื่อนเก้าอี้อกมาเสียงเบา เขาถอดแว่นกรอบสีดำลง หลังจากนั้นถึงเบือนหน้าหันกลับมาจากการจ้องหน้าจออยู่นาน ดวงตาสีฟ้ากระพริบปริบเล็กน้อยเพื่อปรับโฟกัสภาพให้คงที่ การจ้องหน้าจอนานเกินไปก็ทำให้สายตาของเขาล้าได้ ชายหนุ่มหันมายิ้มให้คนที่พึ่งจะเข้ามาในห้องทำงานของเขาเล็กน้อย

 

"คงยังไม่ชินสินะครับ"

 

"จะว่ายังไม่ชินมันก็....ต้องบอกว่าช่วยไม่ได้มากกว่า ถึงทำงานให้เร็วขึ้น แต่ยังไงกำหนดส่งมันก็ต้องทำพร้อมกันอยู่ดี" ชายหนุ่มเรือนผมสีน้ำตาลลืมตาขึ้นมองพลางยิ้มแห้ง

 

"เหนื่อยมากมั้ยครับ?...เดี๋ยวผมเสร็จจากตรงนี้แล้วคงมีเวลามากขึ้น"

 

"แทนที่นายจะมาถามฉันแบบนั้น ฉันต้องเป็นคนถามนายมากกว่านะคุโรโกะ ว่าเหนื่อยหรือเปล่าน่ะ เล่นนั่งจ้องหน้าจอคอมมาตั้งหลายวันแล้วนี่นา แถมยังต้องนั่งหลังขดหลังแข็งแบบนั้นนานๆ เป็นฉันคงทนไม่ได้เท่านายหรอก"

 

"ไม่หรอกครับ...แค่นี้สบายมาก"

 

"เหลืออีกกี่หน้าล่ะนั่น" ฟุริฮาตะเหล่สายตามองหน้าจอที่อีกฝ่ายเปิดค้างจากการทำงานเอาไว้

 

"คิดว่าอีกสี่หน้าก็เสร็จแล้วครับ ถึงตอนนั้นเราค่อยไปฉลองกันเหมือนทุกทีนะครับฟุริฮาตะคุง"

 

"ฉลองปิดต้นฉบับสินะ...แต่ครั้งนี้นายต้องให้ฉันเลี้ยงแทนนายนะเข้าใจมั้ย"

 

เพราะทุกครั้งเวลาปิดต้นฉบับนิยายแต่ล่ะครั้งคุโรโกะจะเป็นคนเลี้ยงเขาน่ะสิ ให้คุโรโกะออกตลอดแบบนั้นก็ดูจะไม่แฟร์เท่าไหร่ แม้ว่าคุโรโกะจะไม่คิดอะไรมากก็ตาม

 

ชายหนุ่มเรือนผมสีฟ้าที่ไม่ว่าจะมองกี่ทีก็ทำให้รู้สึกสดใสเผยยิ้มดูดีออกมาบางๆ

 

"เข้าใจแล้วครับ...ครั้งนี้ผมจะรับเอาไว้"

 

ว่าแบบนั้นแล้วคุโรโกะก็นั่งลงไปที่เดิม และเร่งปั่นต้นฉบับอีกสี่หน้าที่ว่าต่อ

 

ฟุริฮาตะทำงานอยู่ที่สำนักพิมพ์แห่งหนึ่ง หลังจบจากมหาวิทยาลัยที่เดียวกับคุโรโกะ เท็ตสึยะ

 

ในตอนแรกนั้นหลังเรียนจบมาใหม่ๆฟุริฮาตะก็ออกมาทำงานที่บริษัทหนึ่ง แต่ไปได้ไม่ดีเท่าไหร่นักจึงตัดสินใจมาทำงานที่นี่แทน ตอนนี้ฟุริฮาตะทำงานในแผนกบก.หนังสือวรรณกรรม มีหน้าที่หลายอย่างที่เขาต้องทำ และเพราะว่าสมัยม.ปลายฟุริฮาตะก็เคยเป็นกรรมการห้องสมุดอยู่แล้ว เลยไม่มีปัญหาเรื่องการอ่านเท่าไหร่แถมยังชอบมากอีกด้วย เพราะสมัยเด็กเขาก็ชอบอ่านหนังสือพวกนี้เหมือนกัน

 

ในการทำงานแต่ล่ะครั้งก็ต้องมีการอ่านทวนคำผิด การตรวจต้นฉบับ จัดรวมและทำเป็นรูปเล่ม ทำแผนงานการเสนอขาย จัดอีเวนท์แจกลายเซ็นและงานอื่นๆอีกมากมาย ทำให้ฟุริฮาตะได้อ่านหนังสือเยอะแยะอีกมากและเขาก็ยังซื้อเรื่องที่ชอบมาเก็บสะสมอีกด้วย

 

"ได้ข่าวว่าคุณซื้อหนังสือของผมมาอีกแล้วใช่มั้ยครับ?" คนที่นั่งทำงานอยู่ถามขึ้นมาทั้งที่ไม่ได้หันมามอง

 

"แฮะๆ รู้ด้วยเหรอ" ฟุริฮาตะเกาแก้มนิดๆเมื่อถูกจับได้

 

"แน่นอนครับ...ตอนที่เข้าไปในห้องฟุริฮาตะคุงครั้งก่อนผมก็เห็น คงห้ามไม่ได้สินะครับ"

 

"ถ้าชอบทั้งทีก็ต้องช่วยอุดหนุนสิ!! และฉันก็ชอบหนังสือที่นายแต่งมากๆด้วย แต่ล่ะเรื่องน่ะ...สนุกมากเลยนะ!!" ฟุริฮาตะลุกขึ้นยืนทำท่าประกอบด้วยความกระตือรือร้น ต่างจากท่าทางตอนแรกที่เดินเข้ามาลิบลับ ถึงแม้ว่าตอนนี้เจ้าตัวจะมีขอบตาคล้ำเป็นหมีแพนด้าก็ตาม

 

"ขอบคุณนะครับ ได้ยินแบบนั้นผมก็ดีใจ" คุโรโกะหันมายิ้มให้นิดๆ

 

"ฉันเป็นแฟนอับดับหนึ่งของนายเลยนะคุโรโกะเซนเซย์!!"

 

ชายหนุ่มเรือนผมสีฟ้ากลั้นขำน้อยๆเมื่อเห็นท่าทางร่าเริงของอีกฝ่าย ดวงตาสีน้ำตาลเป็นประกายยามเล่าถึงเรื่องที่ตนเองสนใจเหมือนกับเด็กเล็กๆ

               

หัวคิ้วฟุริฮาตะเรียวงอนิดๆเมื่อเห็นใบหน้าแบบนั้นเข้า ถึงจะดีใจที่ทำให้อีกฝ่ายหายเคร่งเครียดและหัวเราะได้ทั้งที่เป็นปกติคงยาก แต่ว่า...

 

"นี่นาย...คงไม่คิดว่าฉันน่ารักน่าเอ็นดูเหมือนลูกศิษย์ตัวน้อยๆของนายหรอกนะ"

 

"หึหึ...ไม่หรอกครับ เพราะฟุริฮาตะคุงเป็นมากกว่านั้น"

 

เป็นประโยคเรียบง่าย...แต่แค่นั้นจากหัวคิ้วหงิกงอและท่าทางบึ้งตึงในตอนแรกก็กลายเป็นแก้มขาวที่แดงเรื่อยแทน

 

"...พ...พูดอะไรของนายเนี่ย!! ฉันจะไปรอข้างนอกแล้วกัน!" ฟุริฮาตะเด้งตัวขึ้นจากโซฟาอย่างรวดเร็วและเร่งสปีดเดินออกจากห้องทันทีด้วยความเขิน คุโรโกะยิ้มบางเมื่อเห็นภาพแบบนั้น

 

"อีกสามสิบนาทีเตรียมตัวด้วยนะครับ"

 

"อื้ม"

 

ได้ยินเสียงตอบรับกลับมาก่อนประตูจะปิดลง ห้องทำงานกลับมาเงียบสงบอีกครั้ง

 

 

 

 

 

 

 

"ช่วงนี้คางามิเป็นยังไงบ้างเหรอ?"

 

"เขาก็กลับมาทุกช่วงที่เป็นวันหยุดยาวของเขานะครับ แต่พอครั้งล่าสุดที่มาแล้วเห็นพวกเราในสภาพดูไม่ได้ คางามิคุงก็เลยไม่กล้าชวนพวกเราไปไหนเลยครับ"

 

ฟุริฮาตะยิ้มแห้ง จะว่าไปแล้วมันก็เหมือนจะเคยมีเหตุการณ์แบบนั้นเกิดขึ้นจริงๆนั่นแหละนะ

 

จำได้ว่ามีวันหนึ่งก่อนปิดต้นฉบับแค่สองวัน คุโรโกะก็ต้องรีบเร่งในการปั่นงานเขียนของตัวเองเพราะจู่ๆกำหนดการส่งก็ถูกเร่งขึ้นมาอย่างกะทันหัน

 

ซึ่งฟุริฮาตะก็งานยุ่งไม่แพ้กัน แทบจะต้องกระตือรือร้นในการทำงานอยู่ตลอดเวลา เขาต้องคอยตามงานนักเขียนคนอื่นเพื่อที่จะได้ส่งให้ทันกำหนด และยังต้องคอยตรวจงานจนตาล้า เป็นสองวันแห่งหายนะที่แทบไม่ได้หลับไม่ได้นอนจนร่างกายโทรมกันไปตามๆกัน

 

คางามิที่มาเยี่ยมบ้านคุโรโกะที่ทำงานอยู่ในคอนโดของตัวเองตกใจมากกับสภาพนอนหลับเป็นตายอเนจอนาถหลังจากส่งงานทั้งหมดไปได้ทัน

 

คุโรโกะฟุบอยู่หน้าจอคอมในสภาพหมดแรงส่วนฟุริฮาตะสลบคาพื้น ยังดีที่อีกฝ่ายมีกุญแจสำรองที่เคยให้ไว้ตอนพวกเขาไม่อยู่เลยเข้ามาได้

 

คางามิลากฟุริฮาตะและคุโรโกะไปนอนบนเตียงและอาสาทำอาหารให้กับคนที่หมดแรงแม้แต่จะยืนเพราะอดนอนแทน ซึ่งมันก็ช่วยได้ดี

 

หลังจากนั้นพวกเขาสองคนก็ต้องไปที่สถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้าต่อเพื่อทำงานของตัวเอง และคางามิก็ยังมาช่วยงานอีกแรงด้วย แม้ว่าเจ้าตัวจะบอกว่าไม่ชอบเด็กก็เถอะนะ และเหตุการณ์ในวันนั้นก็พึ่งจะผ่านมาได้ไม่นาน

 

"เรื่องวันนั้นคงต้องขอบคุณคางามิซักหน่อยแล้วล่ะนะ ไม่งั้นพวกเราคงเป็นผีตายซากอยู่ในห้องแน่นอน"

 

อดนอนหลายๆวันติดกัน ทั้งที่ยังไม่ได้กินข้าว และกินก็ไม่เคยตรงเวลาแบบนั้นได้ตายก่อนทำงานเสร็จแน่นอน แลัมันก็มักจะเป็นแบบนี้บ่อยๆด้วย

 

"ถ้างั้นลองชวนคางามิคุงไปทานข้าวด้วยกันดีมั้ยครับ? ดูเหมือนว่ากว่าจะถึงกำหนดเดินทางกลับของเขาก็ยังอีกนานด้วย"

 

"แบบนั้นก็ดีสิ!"

 

"ถ้างั้นผมจะลองชวนดูนะครับ"

 

หลังจบประโยค มือขาวก็หยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดเบอร์เจ้าของชื่อทันที ฟุริฮาตะยิ้มแก้มปริ อย่างน้อยได้เจอเพื่อนสมัยเรียนแบบนานๆครั้งก็ทำให้เขามีความสุขมากแล้วล่ะ

 

 

 

 

 

 

 

 

"พวกนายสองคนนี่ยังเหมือนเดิมเลยนะ ตอนนี้ยังมีแรงพอเหลือเฟือใช่มั้ยนั่น?"

 

ร่างสูงคิ้วสองแฉกเท้าคางมองชายหนุ่มสองคนตรงหน้าที่มีสภาพไม่ต่างกันมากเท่าไหร่นัก ไม่ว่าจะผ่านมากี่ปีก็ดูเหมือนว่าใบหน้าของทั้งสองคนจะไม่ค่อยเปลี่ยนไปเลยแม้แต่น้อย รวมถึงนิสัยด้วย ที่ดูจะเปลี่ยนก็คงมีแค่ส่วนสูงมากกว่า

 

"ทำไมถึงถามแบบนั่นล่ะคางามิ ถ้าเหนื่อยขนาดนั้นฉันคงนอนอยู่บ้านท