[AkaFuri] Ai No Kagi Ch.2.0

posted on 01 Mar 2016 19:57 by akaki-kouga in AkaFuri--Ai-no-Kagi directory Fiction

 

Title :  Ai No Kagi

 

 

Chapter 2.0 Distance ช่วงเวลา

 

 

 

 

ถึงบอกว่าอยากจะลืม

ปรารถนาว่าอยากจะลืมมากแค่ไหน

แต่ไม่ว่ายังไงความทรงจำก็ไม่ใช่ว่าจำถูกลบเลือนไปได้ง่าย ๆ

ไม่ว่าจะกี่ครั้งที่ฟุริฮาตะได้เห็นบางสิ่งบางอย่างที่มีความเกี่ยวข้องกับอาคาชิ หยดน้ำตาของเขาก็จะไหลลงมาเงียบ ๆ ทุกคนต่างก็เห็น แต่ก็ไม่มีใครคิดจะเข้าไปปลอบเช่นเดียวกัน

ความเศร้าโศกไม่ได้หายกันง่าย ๆ อยู่แล้ว

ไม่ว่าใครก็รู้ดี

ร่างเล็กผอมบางที่ดูจะเล็กลงไปอีกหลายเท่าตัวยืนอยู่ในสนามกว้างใหญ่ในโรงยิมที่ไร้ผู้คน พอกลับมาอยู่คนเดียว ภาพต่าง ๆ ก็มักจะกลับมาในหัวอีกครั้ง และอีกครั้ง กลับมาซ้ำ ๆ กันราวกับถูกภาพความทรงจำเหล่านั้นหลอกหลอนอยู่ตลอดเวลา

ลูกบาสสีส้มถูกถือเอาไว้ในมือสองข้าง ปลายนิ้วทั้งสิบกดแนบลงบนพื้นผิวของมันแน่น

นัยน์ตาสีน้ำตาลเหม่อมองมันเล็กน้อยอย่างคนเหม่อลอย และน้ำตาก็ไหลออกมาเป็นสายโดยไร้เสียงสะอื้น ไม่ว่าสิ่งของเล็กน้อยที่มีความเกี่ยวข้องก็ทำให้คิดถึง

ความสัมพันธ์ของเพื่อนวัยเด็ก ไม่ใช่จะตัดกันง่าย ๆ โดยเฉพาะฟุริฮาตะ

หนึ่งปี...

เป็นหนึ่งปีที่ดูจะแสนสั้นแต่ก็เกิดอะไรขึ้นมากมาย จนไม่อาจลบไปได้ง่าย ๆ

แม้แต่บาสเก็ตบอลที่ฟุริฮาตะรักก็ยังทำให้เขานึกถึงคนที่จากไปแล้ว

ไม่ว่าน้ำตาจะเหือดแห้งไปกี่ครั้งมันก็ยังกลับมาใหม่เสมอ ภายในใจเหมือนกับมีหลุมขนาดใหญ่ที่ไม่ว่าจะทำยังไงก็ไม่ถูกเติมเต็ม

ยิ่งถูกปลอบ ก็ยิ่งคิดถึงใครบางคนที่ไม่อยู่อีกแล้วมากขึ้นจนแทบบ้า

ฟุริฮาตะแทบจะพาตัวเองไปถูกรถชนให้ความทรงจำหายไปเลยด้วยซ้ำ

แม้ไม่อยากจะรู้สึกแบบนี้ แต่ก็ห้ามใจตัวเองไม่ได้

คิดถึง...

ฉันคิดถึงนาย....

คิดถึงจนแทบหัวใจแหลกสลาย

มันเต็มไปด้วยความเจ็บปวด อยากจะเข้าไปกอด อยากจะได้รับความอบอุ่นกลับมา...แต่นายอยู่ที่ไหน

แม้แต่ตอนนี้ฉันก็ยังไม่รู้

การมีความจำอยู่ครบมันทรมานมากกว่าที่คิด

นายเองก็คงเจ็บปวดมามากกว่าฉันไม่รู้กี่เท่านัก ในช่วงเวลา6ปีที่ผ่านมา

และตอนนี้เอง เขาก็กำลังรู้สึกเจ็บปวดไม่ต่างกัน

ฉันรักนาย...

รักมากเกินไป...

อยากจะให้กลับมา...

อีกครั้ง…

รักจนแทบอยากจะตายไปให้รู้แล้วรู้รอด

หัวใจของเขาบอบช้ำมากกว่าครั้งไหน

นายต้องทนทรมานแบบนี้มาตลอดเลยงั้นเหรอ...เซย์              

 

 

 

 

หนึ่งปีผ่านไปด้วยความยากลำบาก        

ไม่ว่าจะกี่ครั้ง น้ำตาก็จะไหลลงมาเสมอ               

ราวกับเป็นภาพติดตาที่ไม่อาจลบเลือนออกไปง่าย ๆ ได้                

ถึงจะรู้ว่าไม่ได้อยู่ด้วยกันในตอนสุดท้าย ก็ไม่อยากให้จบลงแบบนี้

 

 

 

ในปีแรกที่คน ๆ นั้นจากไป  (ม.ปลายปี2)

แม้ว่าฟุริฮาตะจะบอกกับตัวเองกี่ครั้งต่อกี่ครั้งว่าให้ตัดใจ

แต่น้ำตาก็ยังไหลลงมาได้ทุกครั้ง

เป็นความเศร้าที่ไม่มีวันเหือดหายไปได้ง่าย ๆ เช่นเดียวกับน้ำตาที่ไหลลงมาเป็นสาย

ร้องไห้ได้ทุกวันที่รู้สึก

ร้องไห้ได้ทุกวันที่คิดถึง แม้ว่าจะมีคนปลอบอยู่ข้างกันก็ตาม

คริสมาสต์ในปีนี้นั้น...แม้แต่คำอธิฐานก็ไม่อาจส่งไปถึงได้

 

ฉันมันเป็นคนเห็นแก่ตัว....            

 

 

 

 

ในปีถัดมา... (ม.ปลายปี3)   

รุ่นพี่ต่างก็จบการศึกษาไปด้วยรอยยิ้มและยังคงความอบอุ่นเอาไว้ไม่เปลี่ยนแปลง และนาน ๆ ทีถึงจะมีกลับมาเยี่ยมพวกเขาบ้าง ฟุริฮาตะกลายเป็รุ่นพี่เหมือนกับคนอื่น ๆ         

และภาพเดิม ๆ มักจะวกกลับมาอีกครั้ง

ทุกครั้งที่ต้องมายืนอยู่ในสนามกว้างใหญ่ โดยไร้ตัวตนของคนที่หายไป

ฉันเสียใจ

เสียใจเกินกว่าจะแบกรับเรื่องราวทั้งหมดเอาไว้ได้

ไม่ว่าจะยังไงก็ยังทำใจไม่ได้

แต่น้ำตากลับเหือดแห้งหายไป...

ฟุริฮาตะร้องไห้เสียจนไม่มีน้ำตาให้ร้องอีกต่อไปแล้ว

คุโรโกะก็ยังอดทนกับเขาได้เรื่อยมา เจ้าของเรือนผมสีฟ้ามักจะมีแต่รอยยิ้มอ่อนโยนให้เขาอยู่เสมอ ไม่เคยเปลี่ยนไป ชีวิตเริ่มเปลี่ยนไปทีละเล็กละน้อย การคงความทรงจำเอาไว้กลับเลวร้ายยิ่งกว่า ดั่งฝันร้ายที่มาเยือนได้ทุกเมื่อเชื่อวัน  

เซย์....ตอนนี้นายกำลังทำอะไรอยู่...

แต่ความคิดทุกอย่างก็ต้องถูกหยุดลงก่อนที่ฟุริฮาตะจะจบการศึกษา             

เข้าสู่การเปลี่ยนแปลง อยู่ในระยะเวลาปรับตัว

เตรียมตัวสอบ

การหาที่เรียนใหม่ ตัดสินใจว่าจะเรียนต่อ หรือเข้ามหาลัย  ชีวิตเริ่มจะเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ

 

 

 

 

เข้าสู่ปีที่ 3 (มหาลัยปี1)             

ฟุริฮาตะตัดสินใจที่จะเรียนต่อ

กลับไปสู่วังวนเดิม ๆ ที่แสนน่าเบื่อหน่าย กลับไปเป็นคนธรรมดา ๆ อีกครั้ง

ต้องตั้งใจเรียนเพื่ออนาคตที่ดี ฟุริฮาตะเข้าศึกษาต่อ...เรียนในมหาวิทยาลัยที่เดียวกับคุโรโกะและเพื่อนคนอื่น แต่เป็นคนล่ะสาขากัน

คางามิกลับไปเรียนต่อที่อเมริกาไม่นาน ดูเหมือนว่าคางามิจะเล่นบาสต่อไป และมีแวะเวียนมาหาบ้างในช่วงปิดเทอม ของทุกๆ  ครั้ง

ทุกอย่างเปลี่ยนไปตามกาลเวลาช้า ๆ กลับไปเป็นเหมือนเดิมอย่างตอนที่ไม่มีความทรงจำที่สวยงามพวกนั้น

แต่ถึงอย่างนั้น เศษชิ้นส่วนของกระจกที่แตกร้าวก็ยังคงอยู่

ความทรงจำของเขายังไม่หายไปทั้งหมดมันยังคงอยู่ข้างในนี้                

 

 

 

 

เข้าสู่ปีที่ 4 (มหาลัยปี2)      

ฟุริฮาตะตกลงคบกับคุโรโกะอย่างเป็นทางการ

แม้ตั้งแต่ที่คุโรโกะสารภาพรักกับฟุริฮาตะจะผ่านมาหลายปีแล้วก็ตาม

คุโรโกะดีใจมาก...รอยยิ้มของเด็กหนุ่มเรือนผมสีฟ้าในวันนั้นเป็นภาพที่ทำให้ฟุริฮาตะจำได้จนมาถึงทุกวันนี้ เป็นรอยยิ้มที่มีความสุขมากกว่าครั้งไหน ๆ ที่ฟุริฮาตะเคยเห็นมา

คุโรโกะดึงฟุริฮาตะเข้าไปกอดและพร่ำบอกคำขอบคุณอยู่หลายครั้งที่ฟุริฮาตะก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าจะขอบคุณเขาทำไม แต่พอเห็นอีกฝ่ายยิ้มอย่างเป็นสุขฟุริฮาตะถึงได้รู้สึกโล่งใจเมื่อได้รับรอยยิ้มตอบกลับมา

คนที่อดทนกับความงี่เง่าของเขามามากที่สุดและนานที่สุดก็คือคุโรโกะนั่นเอง

ท่ามกลางความยินดีของเพื่อน ๆ ทั้งเพื่อนใหม่และเพื่อนเก่า รอบข้างของฟุริฮาตะมีแต่รอยยิ้ม

ทั้งที่รู้ดีอยู่แล้วว่าเพื่ออะไร...ไม่ว่าใครก็ทำเพื่อเขามากเกินไป ดีกับเขามากเกินไป                

 

 

 

 

เข้าสู่ปีที่ 5 (มหาลัยปี3)        

ฤดูหนาวก็ยังเงียบเหงาเหมือนเดิม แต่ก็ยังมีเสียงหัวเราะและรอยยิ้มอยู่โดยรอบ

แสงอาทิตย์ที่ริบหรี่ด้วยความเปลี่ยวเหงาและความเศร้าสร้อย เริ่มจะกลับมาสว่างไสวอีกครั้ง

“เหม่ออะไรอยู่น่ะฟุริ เดี๋ยวก็ทำงานส่งไม่ทันกันพอดี”เสียงของเด็กหนุ่มคนหนึ่งดังขึ้นมาจากห้องครัว ฟุริฮาตะที่สะดุ้งเพราะมัวคิดเรื่องอื่น เกือบทำแก้วน้ำหกใส่ตัวเอง

“ขอโทษทีนะคุโรโกะ” เป็นคุโรโกะที่ช่วยจับแก้วน้ำใบนั้นเอาไว้ให้ ฟุริฮาตะเลยไม่ต้องไปหาเสื้อมาเปลี่ยนใหม่

“ไม่เป็นไรหรอกครับ ว่าแต่...ให้ผมช่วยทำมั้ยครับ?”

“ไม่เป็นไร ใกล้เสร็จแล้วล่ะเหลืออีกนิดเดียวเอง และนายก็มีงานของตัวเองนี่” ฟุริฮาตะเหลือบมองกองเอกสารตั้งหนึ่งที่วางอยู่ข้างตัวเพื่อนผมฟ้า

“ผมพึ่งจะทำเสร็จเมื่อกี้น่ะครับ ตอนนี้กำลังนั่งว่าง ๆ รอของว่างมาเสริฟ”

“พวกนายนี่ใช้ฉันอย่างกับพ่อบ้านส่วนตัว แบบนี้ทีหลังคงต้องเก็บค่าจ้างบ้างแล้วมั้ง” คางามิบ่นแล้วก็เดินออกมาจากห้องครัว มือใหญ่ถอดผ้ากันเปื้อนแขวนไว้บนผนังที่เดิม ขนมสองสามอย่างถูกวางลงบนโต๊ะตัวเล็กหน้าทีวีที่ฟุริฮาตะกับคุโรโกะนั่งทำงานกันอยู่

“ฉันอิจฉานายนิด ๆ แฮะ ที่โรงเรียนที่อเมริกาปิดเทอมแล้ว แต่พวกฉันยังต้องนั่งทำงานอยู่เลย”

“อยู่ที่นั่นก็ไม่ได้สบายนักหรอกน่า และบางทีก็ออกจะน่าเบื่อ”

“งั้นทำไมไม่กลับมาเรียนที่นี่ล่ะครับ”

“ฉันกลัวว่ามันจะไปไม่รอดน่ะสิ”

“อ้อ! ผมก็ลืมไปครับ ว่าค่าเฉลี่ยของคุณแย่แค่ไหนถ้าไม่ได้ดินสอเสี่ยงโชคของมิโดริมะคุงช่วยเอาไว้” เหน็บแนมด้วยใบหน้าเรียบเป็นปกติ ฟุริฮาตะยิ้มแห้ง

“ฉันไม่ได้ใช้แต่เจ้าดินสอของคนบ้าดวงแบบนั้นซักหน่อย!”

“แต่คุณก็เคยผ่านมันมาได้เพราะมันแล้วนะครับ” ยังคงจิกกัดได้เจ็บแสบเหมือนเดิมไม่เคยเปลี่ยน และสองคนนี้เจอหน้ากันทีไรก็ยังเหมือนเดิม

“ร....เรื่องนั้น มันก็จริงหรอก”

ถึงตอนนี้ก็ยังคงมีทุกคนที่คอยอยู่เคียงข้าง ให้ความช่วยเหลือและให้กำลังใจกันเรื่อยมา

เปรียบดั่งครอบครัวที่อบอุ่น

 

 

 

 

 

 

เข้าสู่ปีที่ 6 (มหาลัยปี4)   

ฤดูหนาวปีสุดท้ายของการเรียนมหาลัย ก่อนจะเริ่มเข้าสู่การทำงาน

ฟุริฮาตะหัวหมุนไปพักใหญ่ ในเมื่อต้องทำอะไรหลายอย่างก่อนจบ

ทั้งทำรายงาน อ่านหนังสือ และอะไรอีกหลาย ๆ อย่างเพื่อที่จะทำให้อนาคตของตัวเองดีขึ้น

อย่าจมปรักอยู่ในอดีต...

คำพูดที่เคยบอกเอาไว้กับใครบางคนเมื่อนานมาแล้ว แต่เป็นตัวเองต่างหากที่ไม่สามารถทำได้

6ปี....               

6ปีที่ผ่านไปไวเหมือนโกหก

6ปีเหมือนกับเรื่องราวในครั้งนั้นที่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

แต่เป็นการเกิดขึ้นเพียงฝ่ายเดียว

เป็นฟุริฮาตะที่ไม่มีความทรงจำ

เป็นเขาเองที่ทิ้งคน ๆ นั้นไปตั้งแต่แรก ปล่อยให้อยู่กับความอ้างว้าง ทำให้รู้สึกโดดเดี่ยว และอยู่กับความกดดันคนเดียวมาโดยตลอด

พอนึกถึงเรื่องนั้นได้...น้ำตาที่เหือดแห้งไปก็กลับมาอีกครั้งอย่างไม่รู้ตัว

ฟุริฮาตะปาดน้ำตาลวก ๆ ตอนเงยหน้ามองขึ้นสู่ฟากฟ้าที่มีเกร็ดหิมะสีขาวล่วงหลงลงมาด้านล่าง เขาส่ายหัวแรง ๆ อยู่หลายที ฝ่ามือเล็กกำเข้าหากันแน่น

ต้องโทษตัวเองที่ความจำดีเกินไปถึงได้นึกขึ้นมาอีก

ฟุริฮาตะร้องไห้ในที่ ๆ ไม่มีใครเห็น                

 

 

 

 

 

เข้าสู่ปีที่ 7       (ทำงานปีที่1)        

หิมะโปรปรายลงมาเป็นครั้งที่เท่าไหร่แล้วก็ไม่รู้

ฟุริฮาตะจบการศึกษา และเข้าทำงานต่อในด้านที่คิดว่าเขาทำได้ดี

ก้าวเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ ค่อย ๆ โตขึ้นอีกระดับ

ความรู้สึกตื่นเต้นเริ่มจะเข้ามาแทนที่เมื่อต้องก้าวเข้าสู่โลกที่แตกต่างจากเดิมเป็นครั้งแรก

โลกแห่งธุรกิจ... 

คุโรโกะ เท็ตสึยะเองก็เช่นเดียวกัน พวกเขาโตขึ้นมาอีกระดับหนึ่ง

คุโรโกะบอกเขาว่าจะเลือกทำงานที่ชอบทั้ง 2 อย่าง

หนึ่งคือความฝันที่จะเป็นครูอนุบาล ซึ่งฟุริฮาตะก็ไม่ได้ว่าอะไร ถ้าชอบก็ปล่อยให้ทำไป คุโรโกะเป็นเจ้าหน้าที่ในโรงเรียนอนุบาล 

ส่วนงานอีกอย่างหนึ่งที่ทำให้ฟุริฮาตะแปลกใจเมื่อได้ฟังก็คือ การเป็นนักเขียน                

คุโรโกะบอกว่า เขามักจะอ่านหนังสือมามากมาย

ในหนังสือแต่ล่ะเล่มมักจะมีเรื่องราวที่น่าตื่นเต้น น่าตื่นตาตื่นใจ หรือบางทีก็มีทั้งเรื่องเล่าแห่งความสุข เรื่อราวที่น่าเศร้า หรือเรื่องราวที่มีแต่รอยยิ้ม และคุโรโกะเองก็อยากจะลองบอกเล่าเรื่องราวเหล่านั้นลงไปด้วยตัวเอง และแน่นอนว่าเจ้าตัวทำไปได้นานแล้ว

เริ่มจากการฝึกใช้คอมทำอะไรหลายอย่างมาได้เรื่อย ๆ

มีนามปากกาเป็นของตัวเอง

ทำมาได้พักหนึ่ง

และปิดฟุริฮาตะมาได้สักพักหนึ่ง

เห็นบอกว่าอยากจะเซอร์ไพรส์ให้ตกใจเล่นเสียมากกว่า

ซึ่งมันก็ได้ผลตามที่คาดเอาไว้ คุโรโกะหัวเราะออกมากับสีหน้าตกใจของฟุริฮาตะยามที่บอกความลับของตัวเองให้ฟัง และฟุริฮาตะก็อยากจะส่งเสริมความคิดนั้น               

 

 

 

เข้าสู่ปีที่8 (ทำงานปีที่2)     

ลมหนาวมาเยือนอีกครั้ง

การทำงานทุกอย่างเป็นไปได้ด้วยดี

ฟุริฮาตะเลือกที่จะทำงานในบริษัทแห่งหนึ่ง ซึ่งก็สะดวกเป็นอย่างมากในการเดินทางของเขา

ส่วนอีกอย่างหนึ่งคือการส่งเสริมคุโรโกะ ช่วยดูแลในส่วนที่หนักจนเกินไป

ดูเหมือนว่าบางทีเจ้าตัวก็มัวแต่ตั้งใจทำงานจนเกินไป บางวันก็ไม่ได้หลับไม่ได้นอน แต่คุโรโกะบอกว่านอนไม่หลับก็เลยดูเหมือนว่าเขาไม่ได้นอน แต่จริง ๆ นั้นนอนมาพอแล้วในช่วงที่ฟุริฮาตะไม่อยู่

และนั่นก็ทำให้ฟุริฮาตะอดเป็นห่วงไม่ได้ทุกครั้ง

                  

 

 

เข้าสู่ปีที่9 (ทำงานปีที่3)    

ฟุริฮาตะคบกับคุโรโกะมาได้ 5 ปี

นับตั้งแต่ฟุริฮาตะตอบตกลงรับความรู้สึกของอีกฝ่ายเวลาก็ผ่านมาอย่างรวดเร็วจนน่าใจหาย คงเพราะวัน ๆ ฟุริฮาตะก็ต้องยุ่งอยู่กับงานตลอดเลยไม่มีเวลาได้ใส่ใจวันเวลาที่ผ่านไปเหมือนเมื่อก่อนมากนัก บางทีเขาก็อยากจะกลับไปเป็นเด็กโดยที่ไม่ต้องมีหน้าที่รับผิดชอบอะไรเยอะแยะแบบนี้บ้าง แต่คิดดูอีกทีการใช้ชีวิตแบบนี้ก็ไม่ได้แย่เท่าไหร่นัก

มันช่างเป็นเวลาที่ยาวนาน

แต่ถึงอย่างนั้นพวกเขาก็อยู่ด้วยกันมานานกว่า 5 ปีแน่นอน

อาจจะเป็น10 ปีแล้วที่ฟุริฮาตะและคุโรโกะยังคงติดต่อกันอยู่ตลอดเวลา

แต่ในช่วงเวลาที่คบกัน ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้นไปมากกว่การที่อีกฝ่ายมักจะชวนไปเที่ยวในสถานที่ต่าง ๆ

จับมือเดินไปไหนด้วยกัน จบลงที่การจูบหน้าผาก...หรือเปลือกตา...ละเว้นที่ริมฝีปาก

เป็นความอ่อนโยนเสียจนน้ำตาของฟุริฮาตะคลอออกมาน้อย ๆ

และก็มักจะได้นิ้วอบอุ่นปาดให้เสียทุกครั้งพร้อมกับรอยยิ้มที่จริงใจกับเขาเสมอมา               

 

 

 

 

เข้าสู่ปีที่ 10 (ทำงานปีที่4)        

ฟุริฮาตะอายุ 26 ปี

เรื่องราวทุกอย่างเริ่มจะลืมเลือนไปตามกาลเวลา 

ความทรงจำที่คนึงหาถูกเก็บไว้ในส่วนลึกที่มิดชิด ถูกกุญแจล็อกเอาไว้หนึ่งชั้น และถูกเกร็ดน้ำแข็งปกคลุมเอาไว้อีกหนึ่งชั้น

ทำงานมาได้ 4 ปี คุโรโกะประสบความสำเร็จกับการทำงานที่รักทั้ง 2 อย่าง

ได้ดูแลเด็กเล็ก ๆ ในโรงเรียนอนุบาล และมักจะเวียนวนไปดูแลที่สถานเลี้ยงเด็กกำพร้าบ้าง

มีเวลาในการเขียนหนังสือแต่ล่ะเล่มพอสมควร หนังสือของเจ้าตัวเป็นที่นิยมเสียจนฟุริฮาตะยังอดชื่นชมไม่ได้ที่ใช้เวลาเพียงแค่ 4ปี ยังทำอะไรได้มากขนาดนี้

และคุโรโกะเองก็ยังทำหน้าที่ของคนรักได้อย่างไม่มีข้อบกพร่อง

ฟุริฮาตะย้ายออกไปอยู่ในแมนชั่นแห่งหนึ่งใกล้ที่ทำงานของเขา และในวันหยุดก็มักจะกลับไปอยู่ที่บ้านเป็นประจำ ในเมื่อเขาโตพอแล้ว ภาระของแม่ก็ลดลง

ในปีนี้มีการเปลี่ยนแปลงที่ดี

รวมถึงมีเรื่องน่ายินดีหลาย ๆ เรื่อง

ลืมไปเสียสิ้นทุกสิ่งทุกอย่าง รวมถึงเรื่องที่เคยเกิดขึ้นทั้งหมด...

 

 

แต่ในปลายปีนั้น...   

ชีวิตที่เรียบง่ายของเขาก็เปลี่ยนไป

ราวกับชะตากรรมที่กำลังถูกใครบางคนเขียนทับลงบนจุดจบเดิม

เปลี่ยนไปอีกครั้ง...ราวกับฝันที่คนึงหา

ภาพในวันนั้นน่ะ...เขาไม่เคยลืมมันได้เลย

 

 

 

 

 

TBC...

 

 

 

 

 

Comment

Comment:

Tweet