[KnB AkaFuri] Oni no Kiseki (Ch.19)

posted on 24 Feb 2016 12:06 by akaki-kouga in AkaFuri--Oni-no-Kiseki directory Fiction

 

Title : Oni no Kiseki

 

 

Chapter 19 เลือดปีศาจ

 

 

 

 

ตื่นมาตอนเช้า...ปรากฏว่ามีมืออุ่นซุกอยู่ใต้เสื้อของตัวเองทั้งสองข้าง ข้างหนึ่งอยู่บริเวณอก ข้างหนึ่งอยู่ตรงหน้าท้องแบบราบ นั่นทำให้คนถูกสัมผัสหน้าร้อนวาบไปนิดหนึ่ง แต่เมื่อได้สติเด็กหนุ่มก็ขยับตัวยุกยิกพลิกตัวไปอีกด้านหนึ่งเห็นใบหน้าหล่อเหลาอยู่ในระยะใกล้ ดวงตาคมทั้งสองข้างหลับพริ้มทำให้เห็นแพขนตายาวทั้งที่เป็นผู้ชาย

 

เด็กหนุ่มเลื่อนสายตาขึ้นมองเล็กน้อย นั่นทำให้ฟุริฮาตะเห็น ‘เขา’ เล็กๆสามเขาบนเรือนผมสีแดงสวย

 

ท่าทางว่าคงเพราะอีกฝ่ายกำลังหลับลึกถึงได้ไม่ทันระวังตัว เพราะปกติแล้วเวลาอยู่กับเขา อาคาชิจะอยู่ในร่างมนุษย์เต็มตัวซะมากกว่า

 

ฟุริฮาตะยื่นมือไปจับเขาเล็กๆนั้น ความแข็งของมันทำให้รู้สึกว่ามันเป็นของจริง จะว่าไปเมื่อก่อนตอนเด็กๆก็ชอบลูบเขาแบบนี้บ่อยๆ

 

"สนุกไหม..."

 

เสียงเรียบนุ่มถามมาตามสายลม ดวงตาสองสีลืมขึ้น จ้องตรงมาไม่มีหลบ เมื่อก่อนสีตาก็ไม่ใช่แบบนี้

 

"สนุกสิ" ฟุริฮาตะยิ้มบาง มือที่จับเขาอีกฝ่ายเลื่อนลงมาลูบแก้มอีกฝ่ายเบาๆ และนั่นก็ทำให้อาคาชิตื่นเต็มตาเมื่อถูกมือนุ่มสัมผัสด้วยความอ่อนโยน เป็นความอ่อนโยนที่อาคาชิเฝ้ารอมานาน

 

"แต่ ‘เขา’ เป็นจุดอ่อนของนายนี่นา"

 

ถ้ายักษ์ถูกหัก ‘เขา’ ไป พลังคงลดฮวบแน่นอน และอีกสิ่งหนึ่งคือดวงตาทั้งสองข้าง

 

ว่ากันว่านานมาแล้วพวกยักษ์เคยถูกล่าเพื่อที่จะนำเขาไปเป็นของประดับยศฐาบรรดาศักดิ์ที่คนๆนั้นมีอีกด้วย เพื่อแสดงให้เห็นว่าตนปราบยักษ์ตนนั้นลงได้ หรือไม่ก็ปราบสิ่งที่มีความแข็งแกร่งตามธรรมชาติเหนือกว่าตนได้

 

"......" อาคาชิเงียบไปนิดหนึ่ง เรียวแขนแกร่งกอดกระชับเด็กหนุ่มอีกคนให้เข้ามาใกล้ชิดมากขึ้น "แต่ถ้าโคคิเป็นคนหัก ‘เขา’ ของผม ผมก็ไม่ว่าอะไรหรอกนะ"

 

"บ้าสิ! อย่าพูดบ้าๆแบบนี้อีกเชียวนะ!" ฟุริฮาตะทำแก้มป่อง เขาของยักษ์น่ะเป็นสิ่งสำคัญไม่ต่างจากชีวิตเชียวนะ เอามาพูดเล่นๆได้ไง

 

"ผมพูดจริงนะ....เพราะหากยักษ์ตนใดได้หักเขาของตนเองเพื่อใครสักคนแล้วล่ะก็ เท่ากับคนๆนั้นน่ะเป็นเท่ากับชีวิตของตนเลยก็ว่าได้"

 

"....ง..งั้นเหรอ...แต่ฉันไม่อยากได้เขาของนายหรอกนะ" ท่าทางคงเจ็บด้วย "ถ้าอยากให้จริงๆก็ให้อย่างอื่นเถอะ"

 

สำคัญเท่าชีวิตอย่างนั้นเหรอ...

 

ฟุริฮาตะเหลือบสายตามองนัยน์ตาคมที่จ้องมองมานิดๆ

 

“ผมไม่รู้จะให้อะไรนายดี เพราะตั้งแต่รู้จักกันมา ผมก็มีแต่ได้จากนายฝ่ายเดียว…” อาคาชิพูดด้วยรอยยิ้มบาง

 

พูดอีกอย่างคือฟุริฮาตะ โคคินั้นกำลังถูกเขาเอาเปรียบอยู่ตลอดเวลานั่นเอง

 

ฟุริฮาตะหน้าร้อนวูบวาบ เมื่อนัยน์ตาคู่คมที่จ้องมานั้นกำลังสื่อความถึงนัยน์บางอย่าง

 

และต่อจากนั้นพวกเขาก็ยังเถียงต่อไปอีกซักพัก ฟุริฮาตะยังว่าเรื่องที่อาคาชิลบความทรงจำของเขาไปโดนพละการอีกด้วย คนฟังทำเพียงแค่ยิ้มรับเท่านั้น นั่นทำให้เด็กหนุ่มขมวดคิ้วงอเนื่องจากดูเหมือนว่าอาคาชิจะไม่ได้รู้สึกสำนึกผิดอะไรเลยสักนิด

 

ก๊อก! ก๊อก!

 

เฮือก!

 

“โคคิ ลงมาทานข้าวได้แล้วนะ แม่แตรียมข้าวเช้าเสร็จแล้ว”

 

ฟุริฮาตะที่ได้ยินเสียงเรียกต้องรีบตาลีตาเหลือกหยิบผ้าผืนหนาที่วางอยู่ปลายเตียงขึ้นมาคลุมร่างของเด็กหนุ่มอีกคนหนึ่งไว้ใต้ผ้าห่มเพื่อไม่ให้ความแตกซะก่อนว่าเขาดันพาใครเข้าห้องมาด้วย แถมอีกฝ่ายยังเป็นปีศาจที่เป็นศัตรูตามธรรมชาติอีกต่างหาก

 

แกร๊ก...

 

เสียงเปิดประตูดังขึ้นพร้อมกับที่มารดาผู้อ่อนโยนโผล่หน้าเข้ามาในห้อง

 

“วันนี้ลูกตื่นช้านะ ไม่สบายหรือเปล่าลูก?”

 

“เปล่าเลยครับ ผมสบายดี”

 

“……”

 

อาคาชิ เซย์จูโร่ที่ถูกซ่อนอยู่ใต้ผ้าห่มผืนหนานั้นแกล้งทำตัวนิ่งๆเพื่อไม่ให้ถูกเจอตัวเข้า แต่ถึงอย่างนั้นเจ้าตัวก็ไม่ได้อยู่นิ่งอย่างที่ฟุริฮาตะคิดซะทีเดียว นัยน์ตาสองสีจ้องเสื้อผ้าที่ปิดผิวบางๆนั้นเอาไว้ มือซุกซนแกล้งเลิกชุดนอนอีกฝ่ายออก ก่อนจะลูบหน้าท้องแบนราบและกดปลายนิ้วทั้งห้าลงเบาๆจนร่างเล็กเผลอร้องออกมา

 

"อ๊ะ!!"

 

"มีอะไรเหรอโคคิ?"

 

คุณแม่ยังสาวหันมามองลูกชายทั้งที่ใกล้จะเดินออกไปแล้ว ฟุริฮาตะได้แต่บ่นใส่ใครบางคนในใจ เผื่อจะได้ยินและเลิกแกล้งเขาได้ซักที

 

"เปล่าครับ แค่มดกัดน่ะ" ฟุริฮาตะฝืนยิ้มส่งให้แม่ตนเอง

 

เจ้ามดแดงที่เขาว่ายังตัวใหญ่และเจ้าเล่ห์เสียด้วย...มือเล็กควานหามือของคนที่นอนอยู่ใต้ผ้าห่มผืนหน้าและหยิกเบาๆเพื่อให้รู้สึกเจ็บ

 

“…..”

 

"งั้นเหรอ...แล้วรีบลงมาทานข้าวนะลูก" หลังประตูปิดลงคนตัวเล็กกว่าจึงดึงผ้าห่มออกมามองอีกฝ่ายแบบค้อนขวับ แต่อาคาชิกลับไม่สนใจ

 

“นี่นาย...เดี๋ยวความก็แตกพอดีหรอก!”

 

“ก็โคคิส่งเสียงออกไปเองนี่นา”

 

“แต่นายแกล้งฉัน!”

 

อาคาชิยิ้มมุมปาก เจ้าตัวเท้าคางช้อนสายตามองเขาด้วยความสนุกสนาน แบบนี้เขาเรียกไม่สนใจเลยสักนิดนี่นา ฟุริฮาตะที่เห็นแบบนั้นจึงหยิบหมอนปาใส่หน้าอีกฝ่าย ซึ่งอาคาชิก็รับได้ตามเคย คนที่ทำอะไรไม่ได้ถึงลุกไปอาบน้ำแทน

 

ฟุริฮาตะยืนส่องกระจกในห้องน้ำ ใบหน้าของเขาดูจะซีดลงไปเล็กน้อย คงเพราะช่วงนี้เหมือนจะนอนไม่พอ และก็ยังเจอแต่เรื่องประหลาดอีกด้วย เด็กหนุ่มถอดเสื้อออก แต่เมื่อเหลือบสายตาดูกระจกอีกครั้งหนึ่งเขาก็สังเกตเห็นความผิดปกติบางอย่าง

 

"เดี๋ยวนะ...." ฟุริฮาตะเอามือทาบกระจกและยื่นหน้าเข้าไปจ้องใกล้ๆ ไอ้รอยปานรูปเขี้ยวตรงนี้มันมาจากไหน?

 

หรือว่า....

 

"อาคาชิ!!"

 

ฟุริฮาตะเปิดประตูห้องน้ำออกมาทันทีที่คิดได้ แต่แทนที่บนเตียงของเขาจะปรากฏให้เห็นร่างของใครบางคน ตอนนี้กลับไม่มีใครอยู่เสียนี่

 

"ไม่อยู่แล้ว! ทีแบบนี้หายไปไวชะมัด..." เด็กหนุ่มหรี่ตาลงเมื่อเห็นหน้าต่างที่เปิดค้างไว้ คงออกไปทางนั้นแน่ๆ

 

พึ่งจะนึกออกว่าเมื่อคืนถูกทำอะไรลงไป อาคาชิเล่นกัดเขาตรงนี้ที่เดียว คงไม่มีใครอื่นที่มาทำแบบนี้หรอก

 

 

 

 

 

 

 

เวลาเลิกเรียนมาถึงโดยที่ฟุริฮาตะก็ยังคงกังวลเรื่องเดิมๆว่าอาคาชิดันหายตัวไปโดยไม่บอกกล่าว แถมยังไม่บอกอะไรเรื่องปานนี่อีก แต่ก็ยังดีที่ว่าเสื้อนักเรียนมันปิดคอของเขาเอาไว้ได้มิดชิดเลยไม่มีใครสังเกตเห็น

 

“อ้าวฟุริ อยู่คนเดียวเหรอ แล้วคุโรโกะล่ะ?” คางามิเดินเข้ามาในห้องเรียน ถึงพวกเขาจะอยู่คนล่ะห้อง แต่ตอนนี้เพื่อนที่คางามิคุยกันได้มากที่สุดก็คงมีแค่พวกเขานี่ล่ะนะ

 

“คุโรโกะออกไปเดินตรวจตราโรงเรียนแล้ว เพราะเมื่อเช้าพี่ดันบ่นว่ามีปีศาจเข้ามาเพ่นพ่านเยอะนั่นแหละ” ฟุริฮาตะถอนหายใจนิดๆ “ก็เลยบอกให้รออยู่ในห้องไปก่อนแทน”

 

"งั้นเหรอ” คางามิเดินมาวางกระเป๋าบนโต๊ะของเขา “งั้นเดี๋ยวฉันเดินไปดูหมอนั่นหน่อยดีกว่า เผื่อมีอะไรจะได้ช่วยอีกแรง นายรออยู่นี่ก่อนนะฟุริ"

 

"อื้อได้"

 

ฟุริฮาตะโบกมือหยอยๆให้เด็กหนุ่มร่างสูงใหญ่อีกคนที่เดินออกไปแล้ว กลายเป็นว่าต้องกลับมาอยู่คนเดียวอีกครั้ง ฟุริฮาตะเอนตัวนอนแผ่ไปบนโต๊ะเรียนแล้วหลับตาลงเมื่อรู้สึกง่วงนิดหน่อย แต่เมื่อมีอะไรบางอย่างมาแตะเข้าที่แผ่นหลังนั่นก็ทำให้เขาสะดุ้งสุดตัวด้วยความตกใจ

 

“!!?” คนขี้กลัวหันขวับไปมองด้านหลัง

 

"ทำท่ากลัวซะน่ารักเชียวนะ~"ชายหนุ่มยิ้มบางๆเมื่อเห็นปฏิกิริยาอีกฝ่าย

 

"โธ่! พี่นี่เอง...อย่าทำให้ตกใจซิ!" ฟุริฮาตะผ่อนลมหายใจ เดี๋ยวนี้ยิ่งเจออะไรประหลาดอยู่ พอเวลาอยู่คนเดียวเลยกลายเป็นอาการตอบสนองอัตโนมัติซะงั้น

 

"นั่งทำไรอยู่น่ะ?" โคจิเท้าคางลงบนเรือนผมสีน้ำตาลนุ่มนิ่ม สวมกอดน้องชายตัวเองอย่างรักใคร่

 

"รอคุโรโกะน่ะครับ"

 

"เท็ตสึคุง? ถ้าเป็นเท็ตสึคุงล่ะก็เมื่อกี้มีภารกิจด่วนเข้ามาคงกลับไปแล้วล่ะ"

 

"เอ๋! แล้วทำไมถึงไม่เมล์มาบอกก่อนเล่า..." ว่าแล้วก็ยกโทรศัพท์ขึ้นมาดูพลางบ่นเสียงเบา