[KnB AkaFuri] Oni no Kiseki (Ch.18)

posted on 05 Feb 2016 23:18 by akaki-kouga in AkaFuri--Oni-no-Kiseki directory Fiction

 

Title : Oni no Kiseki

 

 

Chapter 18 เรื่องราวที่เชื่อมถึง

 

 

 

 

 

ความฝันของเขาเชื่อมสู่ความทรงจำในอดีต และตอนนี้ก็ยังเป็นแบบนั้น

 

“เป็นยังไงบ้าง?”

 

“ทางนายต่างหากที่พวกฉันต้องถามน่ะ กลับมาด้วยสภาพไม่ปกติด้วยแบบนั้น” อาโอมิเนะนั่งลงบนกองหญ้า ไฟที่ลามไปทั่วพึ่งจะดับลงไม่นาน โชคยังดีที่น้ำแถบนี้เยอะพอจะดับไฟทั้งหมู่บ้านได้

 

“เขาปลอดภัยดี...แล้วคงไม่ได้เจอกันอีก...”

 

น้ำเสียงที่พวกเขาได้ฟังนั้นดูแหบแห้งและอ่อนล้ายิ่งนัก ดวงตาสองสีหลุบลง ภายในนั้นสั่นไหวราวกับกำลังเก็บกักอะไรซักอย่างเอาไว้

 

พวกเขาต่างก็มองเห็นดวงตาที่ดูหมองเศร้านั้น แต่ไม่มีใครพูดอะไรออกมา

 

“ก็ไม่รู้หรอกนะว่ากำลังพูดถึงเรื่องอะไร...แต่ตอนนี้คงสงบลงขึ้นเยอะ” เด็กชายผิวเข้มเอนหลังพิงกับต้นไม้ด้านหลัง

 

“…..”

 

มิโดริมะยกมือชึ้นดันกรอบแว่นให้เข้าที่

 

ก็ไม่แปลกหรอกที่เจ้าสามคนนี้จะไม่รู้ถึงความสัมพันธ์ของอาคาชิกับเด็กมนุษย์คนหนึ่ง มีแค่มิโดริมะและพวกศัตรูที่มักจะชอบคอยสอดส่องหาช่องทางในการกำจัดอาคาชิเท่านั้นที่รู้ตัวและเริ่มแผนการในคืนนี้ที่พระจันทร์เต็มดวงพอดี

 

พลังปีศาจย่อมเพิ่มสูงคืนในค่ำคืนนี้อยู่แล้ว แต่แน่นอนว่าพลังของอาคาชิและพวกเขาเองก็ต้องแข็งแกร่งขึ้นด้วยเหมือนกัน

 

การล้มอำนาจของรุ่นต่อไปอย่างอาคาชิที่กำลังถึงคราวรับช่วงต่อ พวกมันสร้างความโกลาหลและสร้างความวุ่นวายได้อย่างเหมาะเจาะจริงๆ จากนั้นก็ปล่อยพวกปีศาจที่ตนสะกดเอาไว้ให้เป็นพรรคพวกเข้ามาจู่โจมหมู่บ้าน ทำให้เกิดความสับสนวุ่นวายและเริ่มลงมือในแผนต่อไป พวกเขาต้องช่วยกันพาคนที่สู้ไม่ได้ไปหลบหนี ช่วยกันดับไฟ และยังต้องจัดการกับเจ้าพวกกบฏพวกนี้ที่คอยเอาแต่จะลอบกัดอีก

 

และเรื่องสำคัญอีกอย่างหนึ่งก็คือ กฎข้อหนึ่งของหมู่บ้านในเรื่องที่ว่า ‘ปีศาจห้ามมีความสัมพันธ์และพบเจอกับมนุษย์โดยเด็ดขาด’ มิโดริมะรู้ดี และอาคาชิเองก็ย่อมรู้ดีเช่นเดียวกัน แต่ในเมื่อมันไม่ได้สร้างความเดือดร้อนให้ใครเขาจึงทำเฉยมาตลอด แม้แต่ตอนนี้เองก็เหมือนกัน

 

ในเมื่อมันเป็นความสุขของอีกฝ่าย มิโดริมะก็ไม่คิดจะห้าม

 

เพราะอย่างนั้นเองพวกมันถึงใช้ข้ออ้างสารพัดเพื่อที่จะกำจัดอาคาชิทิ้ง และยังคิดที่จะแย่งเด็กมนุษย์ที่มีวิญญาณบริสุทธิ์ไปครอบครองอีกด้วย ซึ่งอาคาชิไม่มีทางยอมให้มันเป็นแบบนั้นแน่

 

ถ้าถูกจับได้...ฟุริฮาตะก็คงถูกฆ่าทิ้งเพื่อกินเป็นอาหารทันทีแน่

 

ถึงยังไงปีศาจก็ยังเป็นอันตายต่อมนุษย์ แม้จะรู้ดี...แต่อาคาชิก็ยังไม่คิดจะออกห่างเพราะเห็นว่ามันเป็นอันตรายต่อฟุริฮาตะมากกว่าเมื่อไม่มีใครคอยคุ้มกันอย่างที่ผ่านมา

 

มิโดริมะกวาดสายตามองไปรอบๆ เขาก็พึ่งจะกลับมาที่หมู่บ้าน หลังจากนั้นตามด้วยอาคาชิที่กลับมาในสภาพย่ำแย่พอสมควร ดูท่าว่าตอนรีบไปคงจะเจอเรื่องอะไรร้ายแรงแน่ๆ แล้วเลือดสีเข้มของพวกปีศาจที่เลอะไปทั่วร่างในชุดกิโมโนสีขาวนั่นอีกที่ทำให้ดูเด่นสะดุดตาเข้าไปใหญ่ แต่ก็ดูเหมือนว่าเจ้าตัวจะไม่ใส่ใจมากนัก

 

“อาคาชิ...ตาของนายมัน....” มิโดริมะทักเข้าให้ อาคาชิยกมือขึ้นสัมผัสดวงตาข้างซ้าย

 

“มันคงอยู่แบบนี้ซักพักล่ะ”

 

“เป็นเพราะพวกมันทำให้นายโกรธจัดล่ะสิถึงได้เป็นแบบนี้” อาโอมิเนะถอนหายใจ “อยู่ดีๆไม่ชอบ ชอบทำตัวแปลกแยกจากชาวบ้านเขา ถึงได้โดนเก็บกวาดซะเรียบเลยยังไงล่ะ”

 

“ส่วนมากก็ถูกพวกผู้ใหญ่ฆ่าตายหมดเลลยล่ะนะ” คิเสะเหม่อมองขึ้นท้องฟ้าที่ยังคงเป็นสีแดง มันทั้งสวยงามและไม่น่ามองด้วยในเวลาเดียวกัน โดยเฉพาะในยามนี้ที่เปลวไฟพึ่งจะมอดดับลงจากฝีมือของพวกเขา

 

“ถึงเราจะจัดการเจ้าพวกตัวเกะกะได้หมดก็เถอะ แต่ก็เสียแรงเปล่าชะมัด”

 

“อย่าพูดแบบนั้นสิมุราซากิบารัจจิ”

 

“แต่ถึงอย่างนั้นปัญหามันก็ยังไม่จบหรอกนะ”

 

ถ้ายังไม่ฆ่าเจ้าพวกที่รู้เรื่องทั้งหมด ปัญหามันก็ยังไม่จบ แววตาเรียบเฉยเปลี่ยนเป็นแข็งกร้าวขึ้นในทันที คนอื่นๆพากันสะดุ้งกับรังสีฆ่าฟันที่ถูกปล่อยออกมาแต่ก็ไม่มีใครพูดอะไรอย่างเคย

 

รู้แต่ว่าคงไม่โมโหเรื่องอะไรมาซักอย่าง คนที่รู้ดีที่สุดดูเหมือนจะเป็นมิโดริมะ

 

“ทั้งที่งานรับตำแหน่งก็ใกล้จะถึงแล้วแท้ๆ” มิโดริมะถอนหายใจ เขายกมือดันกรอบแว่นที่แตกร้าวขึ้น ดูท่าว่าจะต้องเปลี่ยนใหม่ซะแล้ว

 

“พวกมันคงรู้แหละว่าพวกเรากำลังวุ่นวายกัน ถึงได้ตั้งใจลงมือในคืนนี้พอดี แบบนี้มันแย่ชะมัด” มุราซากิบาระเท้าคางอย่างเซ็งจับจิต

 

“ฉันก็ว่างั้น...ว่าแต่อาคาชิจจิ ฉันว่านายไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนดีกว่า เดี๋ยวกลิ่นเลือดมันจะเรียกพวกปีศาจมาน่ะสิ”

 

อาคาชิพยักหน้าแล้วเดินเข้าไปด้านในคฤหาสน์ ในขณะที่พวกเขาสี่คนยังคงนั่งเฝ้ามองสถานการณ์อยู่ด้านนอกกัน เรื่องที่เหลือก็ต้องปล่อยให้พวกผู้ใหญ่จัดการ

 

 

 

 

 

 

 

 

“……” สายน้ำชุ่มฉ่ำช่วยชำระล้างร่างกาย แผ่นหลังเปือยเปล่าพิงไปกับขอบสระใหญ่ เขาเงยหน้ามองท้องฟ้ากว้างที่ยังคงเป็นสีแดงสว่างไสวอยู่ด้านบน สายน้ำแตกออกเป็นวงเมื่อหยดน้ำใสหนึ่งหยด หยดลงบนผิวน้ำ

 

ดวงตาสองสีเหม่อมองมันอย่างเลื่อนลอย ภาพผิวน้ำสะท้อนภาพราวกระจกใส

 

เมื่อนึกขึ้นได้...ฝ่ามือเล็กถึงยกขึ้นเหนือน้ำ แสงอบอุ่นบางอย่างแผ่ออกมาบางๆแล้วภาพผิวน้ำถึงได้แปรเปลี่ยนเป็นภาพๆหนึ่งราวกับภาพฉายเคลื่อนที่ในสถานที่หนึ่ง เสียงจากอีกด้านดังก้องเข้ามาในโสทการรับรู้

 

‘โคคิ...นอนแล้วเหรอ?’

 

เด็กหนุ่มเรือนผมสีน้ำตาลคนหนึ่งเดินเข้ามาในห้อง เมื่อเห็นน้องชายตัวเล็กหลับไปอย่างสบายใจ ถึงได้ยิ้มออกมาบางๆแล้วเดินออกไปพลางปิดประตูลงอย่างเงียบเชียบ

 

ภาพฉายนั้นถูกซูมให้เข้าใกล้คนที่กำลังหลับอยู่ เสียงลมหายใจเข้าออกดังขึ้นมาให้ได้ยินอย่างเป็นจังหวะ ฝ่ามือขาวยกขึ้นแตะสัมผัสลงเหนือน้ำอย่างไม่รู้ตัว และนั่นก็ทำให้ภาพนั้นอันตรธานหายไปสู่สายตา ผิวน้ำแตกกระจายออกเมื่อฝ่ามือถูกสัมผัสลงไป

 

“……”

 

เด็กชายเรือนผมสีแดงก้มมองมือตัวเอง สภาพบาดแผลรอบตัวกลับสภาพเป็นปกติแล้วเมื่อน้ำร้อนที่ตนแช่อยู่นั้นเป็นสมุนไพรรักษา

 

“ทำอะไรอยู่หรือหนุ่มน้อย...?”

 

น้ำเสียงทะเล้นดังขึ้นมาตามสายลมเย็นโดยรอบ ดวงตาคมเลื่อนมองเมื่อผู้มาเยือนมาแบบไม่ให้ซุ่มให้เสียง

 

“ผมว่า...คุณคงเห็นหมดแล้วล่ะครับ ว่าผมทำอะไรอยู่”

 

“ก็ไม่เชิง” ชายหนุ่มทรุดตัวลงนั่งบนโขดหินในสระน้ำกว้าง เขาเงยหน้าขึ้นมองพระจันทร์สีแดงดวงโต “เด็กคนนั้นคงสำคัญสำหรับนายมาก...แต่นั่นก็ยังชักนำพาเรื่องร้ายๆมาสู่อีกด้วย”

 

“เขาไม่ได้เป็นคนพาเรื่องร้ายมาหรอกครับ...แต่เป็นผมเอง” เอ่ยบอกด้วยเสียงเรียบเรื่อย นัยน์ตาคู่คมกำลังสั่นไหวเมื่อรู้สึกคิดถึงใครบางคนที่ไม่ได้อยู่ที่นี่ขึ้นมา

 

นัยน์ตาสีดำจ้องมองลงมานิ่งๆราวกับกำลังมองทะลุให้เห็นถึงจิตใจ แสงสะท้อนจากดวงจันทร์สีเลือดด้านบนทำให้เห็นว่าดวงตาของชายหนุ่มนั้นเป็นสีดำเหลือบแดงสวย

 

“จิตใจของนายกำลังหวาดหวั่น มันกำลังเกิดความรู้สึกที่นายไม่เคยมีเป็นครั้งแรก...ความกลัวกำลังครอบงำจิตใจของนายอย่างเชื่องช้าราวกับเป็นยาพิษชนิดหนึ่ง นั่นเป็นสิ่งที่นายนั้นได้ก่อขึ้นเอง และจะไม่มีทางหายไปง่ายๆเมื่อได้เจอคนสำคัญสำหรับตัวเอง แต่ถึงอย่างนั้น...มันคงจะแย่ยิ่งกว่าหากได้สูญเสียสิ่งสำคัญเช่นนั้นไป...”

 

“……”

 

“เพราะเขาเป็นมนุษย์...และยังมีวิญญาณที่น่ากินแบบนั้นก็คงช่วยไม่ได้ ในเมื่อเจ้าตัวเกิดมาก็เป็นแบบนั้นแล้ว คงไปว่าใครไม่ได้หรอกเนอะ” ชายหนุ่มว่ายิ้มๆพลางเปลี่ยนท่านั่งอย่างสบายใจ

 

“เป็นผมมากกว่าที่เกิดมาผิดที่เอง…”

 

“ไหงว่าแบบนั้นล่ะ? ไม่คิดบ้างเหรอว่าถ้านายเกิดมาเป็นมนุษย์ธรรมดาแล้วเด็กคนนั้นจะเป็นยังไงน่ะ? ถึงไม่ได้เจอนายที่เป็นปีศาจและลากเรื่องซวยๆมาเกี่ยวข้องด้วยแบบนี้เพราะคนในเผ่า แต่ถึงยังไงเรื่องที่ปีศาจจะแห่ไปฆ่า ‘เขา’ เพื่อกินเป็นอาหารก็ต้องเกิดขึ้นซักวันอยู่ดี”

 

“……”

 

“โกรธหรือเปล่าที่พูดตรงเกินไป แต่ฉันก็จริงจังนะ”

 

“ไม่หรอกครับ...” อาคาชิหลุบตาลง “ผมจะชอบคุณ ก็เพราะนิสัยตรงไปตรงมาแบบนั้นแหละครับ”

 

“ขอบคุณที่ชมละกัน” ชายหนุ่มเรือนผมสีดำหัวเราะชอบใจกับคำพูดของอีกฝ่าย

 

“ถ้าตอนนี้นายคิดถึงเขามาก...งั้นก็ไปหาซะสิ ถึงพวกนายพึ่งจะแยกกันมาก็เถอะ”

 

“ผมก็ว่าจะทำแบบนั้นล่ะครับ”

 

ร่างเปือยเปล่าลุกขึ้นยืน เขาก้าวเท้าขึ้น เดินลอยเหนือสายน้ำราวกับเป็นเรื่องปกติธรรมดา สะบัดฝ่ามือเพียงนิด อาภรณ์ที่ถูกวางพาดเอาไว้ใกล้ๆก็ถูกนำมาสวมใส่อย่างเรียบร้อย ภาพที่เห็นช่างน่าอัศจรรย์ แต่สำหรับพวกเขากลับเป็นเรื่องปกติธรรมดา

 

ชายหนุ่มเรือนผมสีดำลุกขึ้นยืนเต็มความสูง

 

“ในเมื่อนายมีเรื่องที่ต้องทำ...งั้นฉันก็คงต้องตั้งใจบ้างแล้วล่ะนะ ก่อนที่จะต้องส่งช่วงต่อ ตอนนี้ก็ไปหาคนสำคัญของนายเถอะ” โบกมือไล่ให้ไปเร็วๆได้แล้ว

 

“ขอบคุณมากครับ นิจิมูระซัง” อาคาชิก้มหัวให้กับอีกฝ่ายอย่างนอบน้อมและเคารพ แด่จ้าวผู้ปกครองยักษ์คนปัจจุบันอย่างนิจิมูระ ชูโซ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

สายลมพัดเข้ามาด้านในเมื่อหน้าต่างถูกเปิดออกโดยไร้เสียง ขายาวก้าวข้ามกรอบหน้าต่าง ร่างของเด็กชายนั้นลอยตัวอยู่ในอากาศ เหนือร่างที่กำลังอยู่ในห้วงฝัน

 

ปลายเท้าทั้งสองเหยียบลงบนพื้นเสียงเบา เขานั่งลงข้างๆ เตียงนอนยุบตัวลงเมื่อทิ้งน้ำหนักลงไป ดวงตาคู่นั้นจ้องมองเด็กชายอีกคนด้วยสายตายากจะอธิบาย มือขาวยกขึ้นแตะแก้มขาวนวลและเกลี่ยเบาๆด้วยความคิดถึง

 

ริมฝีปากบางกดจูบลงบนหน้าผากมลเบาๆ เสียงลมหายใจของฟุริฮาตะยังคงดังขึ้นอย่างต่อเนื่องไม่ขาดห้วง นั่นทำให้อาคาชิรู้สึกสบายใจอยู่บ้าง

 

“ตื่นมาครั้งนี้...เรื่องทุกอย่างจะเป็นแค่ความฝัน”

 

“และนายก็จะลืมฉันไปสินะ...” น้ำเสียงที่เอ่ยออกมานั้นแผ่วเบาราวกับเสียงกระซิบ

 

‘……’

 

ฟุริฮาตะมองภาพตรงหน้าด้วยความรู้สึกปวดแปล็บในอก หากเป็นแบบนั้นจริงเรื่องทุกอย่างที่ผ่านมาเขาก็ดันลืมไปทั้งหมด แล้วก็ไม่ได้รับรู้อะไรอีกเลยตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาด้วยซ้ำ แสงสว่างวาบที่ถูกวางอยู่เหนือหน้าผากนั้น ทำให้ฟุริฮาตะรู้ว่า อาคาชิกำลังจะลบความทรงจำของเขาเ