[KnB AkaFuri] Oni no Kiseki (Ch.17)

posted on 05 Feb 2016 23:16 by akaki-kouga in AkaFuri--Oni-no-Kiseki directory Fiction

 

Title : Oni no Kiseki

 

 

Chapter 17 ความฝันหรือเรื่องจริง?

 

 

 

 

 

“คุโรโกะ...เราต้องมาที่นี่จริงๆเหรอ ว่าแต่ทำไมมันถึงโทรมแบบนี้ล่ะ?”

 

“เพื่ออนาคตของตัวคุณเองครับ ผมว่าวิธีนี้อาจจะเหมาะกว่า”

 

คุโรโกะว่าเสียงเรียบ จูงมือเพื่อนสมัยเด็กเข้าไปด้านในศาลาเก่าๆแห่งหนึ่ง แต่ภายในกลับต่างจากภายนอกลิบลับ มันไม่ได้โทรมอย่างที่เห็นภายนอกแต่กลับดูสะอาดใหม่เอี่ยมทุกอย่าง ฟุริฮาตะถูกจูงมานั่งลงข้างๆเพื่อนผมฟ้า มองตามสายตาไปก็เห็นหญิงชราคนหนึ่งกำลังนั่งยิ้มให้พวกเขาอยู่ จะว่าแล้วก็คุ้นๆฉากนี้อยู่เหมือนกันนะ

 

“กำลังรออยู่พอดีเลย เอาน้ำชาหน่อยมั้ย?”

 

มือเหี่ยวย่นตามอายุภายมือไปทางหนึ่งซึ่งมีโต๊ะวางเอาไว้พร้อมกาน้ำชาและถ้วยอีกสองใบ แต่คุโรโกะกลับส่ายหน้าและปฏิเสธกลับอย่างสุภาพ

 

เห็นบอกว่ากำลังรอ แล้วรู้ได้ไงหว่า? เพราะตอนเขาจะมาก็ไม่ได้บอกใครก่อนนี่นา จู่ๆก็ถูกลากออกจากบ้านมาเลยแบบนี้เนี่ย

 

"ตอนนี้คุณหนูก็อายุ 16 ปีตามคำทำนายแล้ว คงจะเจอผู้พิทักษ์แล้วสินะ"

 

"ผู้พิทักษ์?....ไม่ใช่คุโรโกะเหรอครับ? แล้วทำไมผมถึงต้องมีผู้พิทักษ์ด้วยล่ะ?"

 

“ก็เพราะเธอชอบถูกพวกปีศาจจ้องทำร้ายบ่อยๆนี่นา” หญิงชราหัวเราะกับความซื่อของอีกฝ่าย ฟุริฮาตะเกาแก้มนิดๆ จะว่าไปก็จริงที่มีปีศาจตามล่าเขาเยอะ แต่ถึงขนาดต้องมีผู้พิทักษ์เลยเหรอ แต่จะว่าไปคุโรโกะก็คล้ายกับตำแหน่งนั้นแล้วล่ะนะ

 

"ถึงจะไม่อยากยอมรับ แต่ก็ดูเหมือนจะไม่ใช่ครับ" คุโรโกะขมวดคิ้วนิดหนึ่งราวกับกำลังไม่พอใจอะไรซักอย่าง ฟุริฮาตะมองตาม ไปอารมณ์เสียตอนไหนหรือเปล่านะ...

 

แม่หมอพยักหน้า "คงถึงคราวต้องบอกทุกอย่างแล้วล่ะนะ แล้วพ่อแม่ของเธอล่ะ วันนี้ไม่ได้มาด้วยหรือ?"

 

ฟุริฮาตะยิ้มแห้ง "ม...ไม่ได้มาด้วยหรอกครับ" แสดงว่าเขาเคยมาที่นี่แต่ลืมไปแล้วนี่เอง

 

"และพี่ชายของเธอล่ะ?"

 

"นั่นก็ไม่ได้มาเหมือนกันครับ"

 

คุโรโกะเอ่ยเสียงเรียบ แน่นอนว่าเรื่องที่ฟุริฮาตะหายตัวไปยังไม่มีคนในบ้านรู้เลยซักคน เพราะงั้นเพื่อนาคตของฟุริฮาตะเองถึงได้ถูกลากออกมาแต่เช้าเพื่อมาฟังสิ่งที่จะเกิดขึ้นกับตัวเองต่อไป คุโรโกะเล่าให้ฟังว่าเพราะเกิดเหตุการณ์แบบนั้นขึ้น เพราะงั้นเขาควรจะมาดูอนาคตของตัวเองบ้าง และแน่นอนก็ไม่คิดจะปฏิเสธ

 

"งั้นเหรอ...น่าเสียดายนะ" หญิงชราว่ายิ้มๆ คุโรโกะพยักหน้า

 

"ถ้างั้นฉันจะเล่าเลยก็แล้วกัน..." เว้นประโยคไปเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ดวงตาเหยี่ยวย่นของคนมีอายุปิดลงอย่างเชื่องช้า

 

"พลังวิญญาณของเธอน่ะ เป็นตัวล่อปีศาจชั้นเยี่ยมเลยนะ แม้แต่ตระกูลนักปราบปีศาจมากมายก็อยากจะได้เธอเป็นลูกเขย เพราะลูกที่ออกมาจะต้องมีพลังที่แข็งแกร่งอย่างแน่นอนยังไงล่ะ"

 

ฟุริฮาตะกลืนน้ำลาย มือกำเข้าหากันแน่นอย่างตื่นเต้น แต่ถ้าจะเกิดศึกแย่งชิงแบบนั้นเพราะพลังของเขาก็ไม่อยากไปร่วมด้วยหรอก

 

"แต่ถึงพวกเขาจะแข็งแกร่งมากขนาดไหน พวกเขาก็ไม่กล้าทำอะไรเธอนักหรอก ก็เป็นถึงตระกูลอันเลื่องชื่อที่อยู่มานานนี่นะ หากทำให้ครอบครัวของเธอไม่พอใจ ตระกูลสาขาย่อยที่เป็นเครือญาติกันก็คงจะไม่พอใจแน่ๆ" พูดถึงช่วงนี้เธอก็หันไปมองคุโรโกะแวบหนึ่ง

 

ถึงคุโรโกะจะไม่ใช่ญาติ แต่ก็ถือเป็นองค์รักษ์มารุ่นต่อรุ่นแล้วล่ะ และไอ้พลังวิญญาณบ้าๆนี่ก็ดันมาเกิดกับเขาพอดีอีกด้วย ขอเกิดเป็นคนธรรมดาไม่ได้หรือไงกันนะ

 

"และด้วยพลังนั้นพวกปีศาจก็อยากจะได้ตัวเธอไปด้วย ไม่ว่าจะฆ่าชีวิตของเธอด้วยวิธีการใดก็ตามและกินเลือดเนื้อของเธอเพื่อเพิ่มพลังของตัวเอง ดูดพลังชีวิตจากร่างกายของเธอด้วยวิธีต่างๆ หรือไม่ก็จับเธอไปสร้างลูกหลานที่มีพลังมหาศาลให้กับพวกเขา"

 

"......" พอได้ฟังแบบนี้ก็เริ่มขนลุกแปลกๆ สรุปว่าไม่ว่าจะเป็นใครก็คงต้องการเขาในหลายเหตุผลสินะ ว่าแต่...แทนที่จะถูกปีศาจจับไป สู้อยู่กับมนุษย์กันเองซะยังจะดีกว่าเลย อาจเพราะเหตุผลแบบนี้ก็ได้ถึงได้ต้องมีคนคอยคุ้มครองตระกูลฟุริฮาตะมารุ่นต่อรุ่น

 

"แต่ก็มีอยู่คนนึงที่ไม่ได้คิดอะไรแบบนั้นเลย"

 

"....ค...ใครเหรอครับ?"

 

"นั่นก็คือผู้พิทักษ์ของเธอเอง....เขาจะปกป้องเธอจากอันตรายทุกอย่างที่เข้ามากล้ำกลาย ไม่ว่านั่นจะทำให้ตัวเองอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบากหรือต้องเฉียดตายแค่ไหนก็ตาม"

 

"....แล้วเขาคนนั้น เป็นใครเหรอครับ?"

 

"......" คุโรโกะยังฟังเงียบๆอย่างตั้งใจ

 

"ไม่รู้ขนาดนั้นหรอก...แต่ถ้าให้บอกจากการทำนายคร่าวๆคงได้อยู่" แม่หมอหันไปพึมพำภาษาบางอย่างที่ฟุริฮาตะฟังไม่เข้าใจกับลูกแก้วใสแล้วหลับตาลง ลูกแก้วกลมๆเรืองแสงสว่างวาบขึ้นมาจนรู้สึกแสบตาเล็กน้อย เนื่องจากที่ๆพวกเขานั่งอยู่นั้นไม่ค่อยมีแสงสว่างมากนัก บรรยากาศดูสลัวๆแบบมีมนขลัง

 

"เขาสีขาวนวล นัยน์ตาเฉียบคมดั่งไฟโหมกระหน่ำ และดวงตาที่สาม กลิ่นเลือดเป็นอันอาหารโอชะของเขา บุคลิกที่แตกต่างในร่าง และต้นซากุระ"

 

"เขาสีขาว? ก็แสดงว่าคนๆนั้นไม่ใช่มนุษย์สินะครับ?" จะฟังยังไงคนๆนั้นก็ไม่ใช่มนุษย์แน่ๆล่ะ แล้วถ้าให้จัดประเภทของปีศาจแล้วจะมีอะไรที่มีเขาสีขาวบ้างล่ะ?

 

"แม่หมอ...หากท่านว่าผู้พิทักษ์นั้นคิดจะปกป้องจริงๆ ถึงยังไงจากลักษณะที่ว่ามาแล้วเจ้านั่นก็คือปีศาจอยู่ดี ไม่ว่าจะเป็นปีศาจประเภทไหน ก็ไม่สามารถก้าวข้ามสัญชาตญาณสัตว์ป่าของตัวเองไปได้หรอกครับ และถึงยังไงในสักวันมันก็คงต้องทำร้ายโคคิคุงแน่ๆ"

 

"ใช่...เมื่อพันปีก่อนก็เคยมีเรื่องแบบนี้เหมือนกัน แต่ทั้งสองคนก็ได้ก้าวข้ามมันมาได้"

 

"แสดงว่าถึงยังไงมันก็ต้องเกิดขึ้นสินะครับ" นักปราบปีศาจหนุ่มเอ่ยอย่างครุ่นคิด

 

"เอ่อ...คุโรโกะ...มันก็ไม่แน่เสมอไปหรอก ดูอย่างพวกคิเสะเป็นตัวอย่างสิ"

 

"มันก็แค่ตอนนี้เท่านั้นแหละครับ" ดูเหมือนความเชื่อใจในเรื่องปีศาจของคุโรโกะจะต่ำที่สุดจริงๆ ต่ำกว่าจุดเดือดเวลาโกรธของเจ้าตัวอีกมั้ง

 

"ว่าแต่จากคำทำนายนั่นมันดูคุ้นๆอยู่แฮะ แต่บางอันก็ไม่คุ้น และแม่หมอก็บอกว่าฉันเจอปีศาจนนั้นแล้วด้วย"

 

"เธอก็มีเพื่อนเป็นปีศาจเหมือนกันนี่นา" แม่หมอบอกด้วยน้ำเสียงแหบพร่า ฟุริฮาตะสะดุ้งนิดๆเมื่อถูกทักเข้าให้ นัยน์ตาฟ่าฟางนั้นกำลังจ้องเข้ามาที่ตัวเขา เช่นเดียวกับคุโรโกะที่หันมามองด้วยเหมือนกัน

 

"สมเป็นแม่หมอเลย! ผมไปเจอเขาในป่าล่ะครับ ตอนนั้นหมอนั่นบาดเจ็บอยู่ด้วยก็เลยแอบพามาที่บ้านล่ะ" ฟุริฮาตะยิ้มกว้าง

 

"เพราะงั้น...ตอนนั้นที่ผมต้องออกไปฝึกบ่อยๆคุณเลยหายไปสินะครับ" คุโรโกะพูดถึงตอนเด็กๆที่เขาไม่ว่างและฟุริฮาตะชอบหายตัวไปเล่นคนเดียวโดยไม่มีใครเฝ้า ช่างกล้ายิ่งนัก

 

"ไฮซากิเป็นคนดีนะ เขาเล่นกับฉันเป็นเพื่อนตอนนายไม่อยู่ด้วย"

 

และเพราะว่าหมาป่าตัวนั้นไม่มีจิตมุ่งร้ายกับฟุริฮาตะจึงไม่ถูกเขตอาคมในศาลเจ้ากำจัดทิ้ง

 

แต่ก็ยังรู้สึกไม่ชอบใจอยู่ดี

 

 

 

 

 

 

 

 

วันนี้อากาศเย็นสบายดีจัง คิดดีใจได้ไม่ทันไรสายลมก็พัดมาต้องหน้า ฟุริฮาตะเดินออกจากประตูหน้าบ้านมาพร้อมกับเพื่อนสมัยเด็กของตัวเองที่เปิดหนังสือเล่มเล็กอ่านฆ่าเวลาอย่างทุกที เขามองยิ้มๆ แต่เมื่อเงยหน้าขึ้นมาถึงได้เห็นเงาของใครคนหนึ่งยืนอยู่ตรงหน้าด้วยท่าทางสบายอารมณ์

 

"โย่!" เด็กหนุ่มยกมือทัก

 

"ไง..." ฟุริฮาตะโบกมือกลับอย่างร่าเริง

 

"อย่าทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นสิครับ ยืนอยู่ต่อหน้านักปราบปีศาจ แถมยังอยู่ในถิ่นคนอื่นแบบนี้แต่ดูเหมือนคุณจะไม่กลัวเลยนะครับ" คุโรโกะปิดหนังสือเก็บลงกระเป๋าและขมวดคิ้วอย่างไม่ชอบใจเท่าไหร่ ฟุริฮาตะยิ้มแห้ง

 

"หมอนี่ก็เป็นลูกศาลเจ้าปัดรังควานและก็ไล่ปีศาจได้นี่นา ถ้าหมอนี่ไล่ฉันจะไปก็ได้" มือใหญ่ขยี้หัวร่างเล็กอย่างนึกเอ็นดู ดูเหมือนความสูงจะเท่าเดิมไม่เปลี่ยน

 

"ฉันไม่ไล่นายไปหรอกนะ" ฟุริฮาตะปล่อยให้อีกฝ่ายทำตามใจชอบ ไม่รู้เป็นเพราะอะไรแต่ชอบเล่นหัวเขาเหลือเกิน เหมือนจะเคยได้ยินว่าชอบของนุ่มนิ่มด้วย เป็นเพราะสัญชาตญาณหมาป่าหรือเปล่าก็ไม่อาจรู้ได้

 

"ถ้างั้นก็ตามใจครับ"

 

คุโรโกะถอนหายใจนิดๆเมื่อเห็นเพื่อนสนิทบอกแบบนั้น แต่เงาดำที่ผ่านเข้ามาในดวงตาก็ทำให้คุโรโกะต้องรีบเตือนอีกฝ่าย

 

"ระวังครับโคคิคุง!"

 

"ว๊าก!!"

 

ฟุ่บ! ฉั่ว!

 

"......" ดวงตาสีฟ้าเบิกกว้าง ฟุริฮาตะก็ตกใจไม่แพ้กันเมื่อจู่ๆร่างกายของเขาก็ลอยวืดขื้นกลางอากาศแบบไม่ทันตั้งตัว

 

ไฮซากิที่เห็นปีศาจตัวหนึ่งพุ่งมาหาร่างที่เล็กกว่าตนด้วยความเร็วสูงจัดการคว้าตัวฟุริฮาตะไว้ด้วยแขนข้างหนึ่งจนอีกฝ่ายลอยขึ้นกลางอากาศ ส่วนอีกมือหนึ่งกางกรงเล็บยาวก่อนจะสะบัดออกไปยังทิศทางหนึ่ง เสียงฟู่ดังตามมาพร้อมกับควันลอยฟุ้งขึ้นต่อหน้าต่อตาพวกเขาทั้งสามคน ร่างของปีศาจตนนั้นที่ฟุริฮาตะไม่ทันเห็นสลายไปกลางอากาศราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้นทั้งสิ้น ไม่เหลือร่องลอยเอาไว้อย่างเคย

 

"บอกให้รู้จักระวังตัวหน่อยไงไม่รู้จักจำซะบ้าง!" เด็กหนุ่มร่างสูงว่ากราดคนที่ตนอุ้มอยู่ทันทีที่หมดเรื่อง

 

โป๊ก!

 

"โอ๊ย!" มือเล็กสองข้างยกขึ้นกุมหัว น้ำตาเล็ดด้วยความเจ็บปวด แรงที่ส่งตรงมาไม่ใช่น้อยๆเลย "ทำเบาๆหน่อยก็ได้ โหดร้ายชะมัด เมื่อก่อนนายไม่เห็นเป็นงี้เลยอ่ะ"

 

"ยังจะเถียง!"

 

"แหง่ะ!" คุโรโกะเห็นหูหมาสีน้ำตาลตกลู่ลง เช่นเดียวกับหาง คอหดไปเล็กน้อยเมื่อโดนดุ

 

ช่างเป็นความสัมพันธ์ที่ดูจะหายากจริงๆ แต่ก็ต้องยอมรับว่าหมาป่าตนนี้สามารถปกป้องเพื่อนของเขาได้และก็ไม่ได้อัยตรายอย่างที่คิด

 

ตอนที่กลับมาจากเหตุการณ์วุ่นวายวันนั้นฟุริฮาตะก็สารภาพหมดเปลือกว่าอะไรเป็นยังไง และหนึ่งในนั้นก็ยังมีเรื่องของไฮซากิด้วยที่เจ้าตัวปิดมาตลอด...

 

ฟุริฮาตะบอกว่าตอนเด็กๆ มีอยู่ครั้งหนึ่งที่เจ้าตัวไปเล่นคนเดียวในป่าแล้วเจอคนนอนหมดสติและมีบาดแผลเต็มตัวเข้า ก็ไม่ใช่คนหรอกในเมื่อหูโผล่ออกมาซะขนาดนั้น ด้วยความที่สงสารและขนาดตัวก็พอๆกันเลยแบกกลับบ้านมาทั้งแบบนั้น และความสัมพันธ์ของพวกเขาก็เปลี่ยนเป็นเพื่อนกันตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา