[KnB AkaFuri] Oni no Kiseki (Ch.16)

posted on 05 Feb 2016 23:14 by akaki-kouga in AkaFuri--Oni-no-Kiseki directory Fiction

 

Title : Oni no Kiseki

 

Chapter 16 คำถามที่ไม่มีคำตอบ

 

 

 

 

"ฉันอาจรู้จักนายมากกว่าที่ตัวเองคิด ใช่หรือเปล่าอาคาชิ..."

 

"......"

 

มีเพียงความเงียบเท่านั้นที่เป็นคำตอบให้กับคำถามของฟุริฮาตะ

 

"เฮ้อ...เอาอีกแล้วนะ" ฟุริฮาตะถอนหายใจนิด ๆ เมื่อเห็นคนตรงหน้าไม่ยอมเปิดปากพูดอะไรออกมาเลย นอกจากดวงตาสองสีคู่นั่นจะจ้องมองเขาอยู่ท่าเดียว "พอเป็นเรื่องสำคัญหรือเรื่องที่ฉันอยากจะรู้ทีไร นายก็จะเป็นแบบนี้ทุกที"

 

"....."

 

"นี่...อาคาชิ" มือเล็กเลื่อนไปจับแก้มทั้งสองข้างของยักษ์หนุ่มตรงหน้า ฟุริฮาตะเลื่อนหน้าเข้าไปใกล้ หน้าผากสัมผัสหน้าผากของอีกคนหนึ่ง ดวงตาสองคู่สบประสานกัน

 

ก็ไม่รู้ว่าทำไม แต่ร่างกายกลับทำไปโดยสัญชาตญาณ...ไม่รู้สึกรังเกียจ ไม่รู้หวาดกลัวแม้ว่าคนที่อยู่ตรงหน้าจะเป็นปีศาจ...มันกลับกัน...เป็นความรู้สึกว่าหากอยู่ใกล้กับคน ๆ นี้เขาจะปลอดภัยไม่ว่าจะเจอกับอะไรก็ตาม และพออยู่แบบนี้แล้วก็ยังอบอุ่นอีกด้วย

 

"ถ้าฉันอ่านใจนายได้บ้างก็คงดีสินะ...แบบนั้นก็จะได้รู้ว่าคนรอบข้างฉันคอยกังวลเรื่องอะไรอยู่ โดยที่ไม่เคยเปิดปากบอกกับฉันเลย"

 

ที่พูดแบบนี้ส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะทั้งครอบครัวของเขาและคุโรโกะต่างก็ชอบทำอะไรโดยปิดบังเสมอหากเป็นเรื่องของเขาเอง และฟุริฮาตะก็มักจะไม่ชอบวิธีการแบบนั้นเท่าไหร่

 

"ถ้านายไม่พูด ฉันก็คิดหาวิธีมาง้างปากนายไม่ได้เหมือนกัน"

 

ก็คือ ๆ กันนั่นแหละ กับคุโรโกะก็ไม่ต่างกัน เก็บความลับเก่งทั้งคู่เลย ฟุริฮาตะถอนหายใจอีกรอบตอนผละตัวออกมาเล็กน้อย

 

"....พ....เพราะงั้นก็...ปล่อยฉันลงได้แล้วล่ะ..."

 

พอนึกขึ้นได้ฟุริฮาตะถึงได้พึ่งจะรู้สึกตัวว่าทำอะไรลงไป ดันทำไปโดยไม่คิดซะได้!! หน้าจะใกล้กันไปมั้ย! ว่าแล้วแก้มก็เริ่มเป็นสีแดงนิด ๆ

 

"โกรธหรือเปล่า....ที่ผมซึ่งน่าจะรู้อะไรดีที่สุดกลับปิดบังเรื่องบางอย่างอยู่แบบนี้"

 

ฟุริฮาตะที่ชะงักไปนิดหนึ่งหันกลับมามองคนพูด อ้อมกอดอุ่นกระชับแน่นขึ้น ดวงตาคู่นั้นที่ฟุริฮาตะเห็นกำลังสั่นไหวเล็กน้อย ฟุริฮาตะนิ่งคิดไปนิดหนึ่ง

 

"ไม่...." เด็กหนุ่มส่ายหน้า "ฉันไม่ได้รู้สึกโกรธอาคาชิเลยสักนิด...ถ้าจะมีก็แค่..." พูดแล้วก็เว้นไปช่วงหนึ่ง ซึ่งอาคาชิที่กำลังตั้งใจฟังก็ไม่ได้พูดอะไร

 

"ถ้าจะมีก็แค่....รู้สึกน้อยใจนิดหน่อยล่ะมั้ง" ฟุริฮาตะพูดแค่นั้นแล้วก็หลบตาหันไปมองทางอื่นแทน

 

"......"

 

เพียงจบประโยคฟุริฮาตะก็เห็นริมฝีปากของร่างสูงที่มักจะเป็นเส้นตรงตลอดหยักขึ้นเป็นรอยยิ้มที่มุมปากราวกับกำลังขำกับอะไรซักอย่างแบบนั้น หัวคิ้วสีน้ำตาลชนกันทันใดเมื่อเห็นปฏิกิริยาแบบนั้นเข้า

 

"โคคิ....รู้มั้ยว่าไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหนนายก็ยังไม่เคยเปลี่ยนไปเลยสักนิดเดียว"

 

"?" คนฟังเริ่มทำหน้าไม่เข้าใจ ก็จะเข้าใจได้ยังไง ในเมื่อเรื่องที่อาคาชิพูดเขายังไม่รู้เรื่องอะไรเลยด้วยซ้ำ

 

"เรื่องบางเรื่อง....ถึงจะเอากลับคืนมาไม่ได้ ก็ไม่ได้หมายความว่าจะสร้างใหม่ไม่ได้นี่นะ"

 

อาคาชิว่าแบบนั้นแล้ว รู้ตัวอีกทีฟุริฮาตะก็เห็นเรือนผมสีแดงในระยะใกล้ซุกเข้ามาที่อกของเขา คนโดนจู่โจมตัวแข็งทื่อไม่กล้าขยับทันใด ดวงตาสีน้ำตาลเลื่อนมองเปลือกตาบางที่ปิดลงอีกครั้ง ราวกับว่าคน ๆ นี้กำลังรู้สึกเหนื่อยล้าถึงขีดสุดและกำลังต้องการจะพักผ่อน แต่ก็ไม่ยอมปล่อยเขาให้ไปไหนซักที

 

มือของคนที่ถูกกอดแนบอกยกขึ้นลูบเรือนผมสีแดงนุ่มนิ่มเบา ๆ อย่างกล้า ๆ กลัว ๆ ก่อนที่จะวางน้ำหนักลงไปเต็มฝ่ามือเมื่อเห็นว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น

 

ฟิ้ว!

 

"!!!?"

 

เสียงของบางอย่างพุ่งแหวกผ่านอากาศในช่วงเวลาไม่กี่วินาทีหลังจากนั้น ร่างสูงสมส่วนผละใบหน้าออกห่างจากคนที่ตนอุ้มอยู่ แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังไม่ได้ปล่อยมือ

 

ของมีคมบางอย่างเฉียดผ่านแก้มไปเพียงเล็กน้อยจนเกิดบาดแผลที่ไม่ลึกมากนักและก็สามารถรักษาได้ทันที เสียงฟู่พร้อมกับควันที่ลอยขึ้นมาในอากาศตรงบริเวณบาดแผลหายไปหลังจากผิวเนื้อค่อย ๆ สมานตัวเข้าหากันอย่างรวดเร็ว ซึ่งเป็นความสามารถของพวกเขาอยู่แล้ว

 

มีดสีเงินซึ่งเป็นของมีคมที่ผู้ใช้พยายามจะทำอันตรายอาคาชิเมื่อกี้พุ่งไปปักเข้าที่กำแพงด้านหลัง ดวงตาสองสีมองผู้มาเยือนที่ยืนอยู่ทางหน้าประตูทางเข้าออกนิ่ง ๆ โดยไม่พูดอะไร

 

"คิดจะยืนอยู่แบบนั้นอีกนานไหมครับอาคาชิคุง...อย่าลืมสถานะตัวเองสิครับ ว่าคุณเป็นอะไรและอีกฝ่ายเป็นอะไร" ดวงตาสีฟ้าของนักล่าจ้องตอบ มันบ่งบอกได้ว่าคนพูดจริงจังกับคำพูดประโยคนั้นมากแค่ไหน ซึ่งอาคาชิก็เหมือนจะรู้ดีว่าอีกฝ่ายกำลังพูดถึงเรื่องอะไร

 

"ค...คุโรโกะ! นายเข้ามาที่นี่ได้ยังไงน่ะ!" ฟุริฮาตะถูกปล่อยตัวลงพื้นแล้ว คนตัวเล็กกว่าเดินเข้าไปหาเพื่อนผมฟ้าของตัวเองที่ยังคงทำหน้านิ่งได้ตลอดเวลา

 

"ผมก็เดินเข้ามาสิครับ" คุโรโกะบอกเสียงเรียบ หน้ายังนิ่งเหมือนเดิมไม่เปลี่ยน

 

"นายนี่....พอเจอหน้ากันก็กวนกันเลยนะ” ฟุริฮาตะย่นคิ้วนิดหนึ่ง “ว่าแต่ว่าทำไมต้องทำอะไรรุนแรงแบบนั้นด้วยล่ะ" ถึงคุโรโกะจะปามีดได้เร็วและแม่นยำแค่ไหน ก็ไม่ได้หมายความว่าเขาจะไม่ทันเห็นมีดสีเงินเล่มเล็กประจำตัวของคุโรโกะที่ปักเข้าไปทางกำแพงตรงนั้นหรอกนะ

 

"ไม่หรอกครับ ถ้าสำหรับมนุษย์ ผมยอมรับว่าตัวเองอาจจะทำอะไรรุนแรงไปจริงๆ แต่เขาเป็น 'ปีศาจ' ครับ เพียงแค่บาดแผลเล็กน้อยที่เกิดขึ้นกับร่างกายยังไงก็รักษาได้ง่าย ๆ อยู่แล้ว" คนพูดตอบหน้าตาย ไม่ได้รู้สึกผิดเลยสักนิด

 

"จริงด้วยสิ! อาคาชิโดนแทงเข้าที่หน้าอกนี่นา เป็นยังไงบ้าง!"

 

เมื่อนึกขึ้นได้ฟุริฮาตะก็เดินตรงเข้าไปหาคนเจ็บและเปิดเสื้อที่ขาดหลุดรุ่ยอยู่ออกทันทีโดยที่คุโรโกะก็ยังห้ามไม่ทัน ฟุริฮาตะถือวิสาสะมองแผ่นอกขาวเนียนของใครบางคนตรงหน้า แม้จะมีเลือดที่แห้งแล้วติดอยู่บ้าง แต่ผิวเนื้อกลับไร้ล่องลอยของบาดแผล

 

"?" ฟุริฮาตะมองอีกฝ่ายอย่างงุนงง

"...."

 

"ก็อย่างที่ผมว่านั่นแหละครับ เขารักษาบาดแผลด้วยตัวเองได้ง่าย ๆ และถ้าเป็นมนุษย์อย่างเราคงไม่มีทางรอดหรอกครับ"

 

"งั้นหรอกเหรอ" พอรู้แบบนั้นแล้วถึงถอนหายใจออกมาเฮือกหนึ่งอย่างโล่งอก

 

"ในเมื่อไม่มีอะไรให้เป็นห่วงแล้ว ถ้างั้นพวกเราก็ควรจะรีบกลับบ้านกันได้แล้วล่ะครับ" คุโรโกะเดินตรงเข้ามาจับแขนเพื่อนสมัยเด็กเตรียมจะลากกลับทันที

 

"......"

 

"ต...แต่ว่า" ฟุริฮาตะที่ถูกลากไปได้นิดหน่อย มองหน้าคุโรโกะสลับกับอาคาชิอย่างสับสน

 

"โฮ่ย! คุโรโกะ ปล่อยเจ้าพวกนั้นไว้กับพวกหมาป่าจะไม่เป็นไรเหรอ?" คางามิที่พึ่งจะวิ่งตามหลังนิโกวมาทัน หอบหายใจเล็กน้อย ไอ้คฤหาสน์นี่มันจะกว้างไปไหน

 

"เรื่องแค่นั้นพวกเขาคงจัดการกันเองได้แหละครับ และมันก็ไม่เกี่ยวกับพวกเราด้วย"

 

"เอ๋!"อะไร? เกิดอะไรขึ้นเหรอ?" เด็กหนุ่มเรือนผมสีน้ำตาลถามด้วยความสงสัย จะว่าไปตั้งแต่มาที่นี่เขาก็ยังไม่เจอเพื่อน ๆ ของอาคาชิเลยซักคน นอกจากไฮซากิที่ดูเหมือนจะเห็นแว๊บ ๆ

 

"อ้าวฟุริ กลับเป็นปกติแล้วเหรอ...พอดีเจ้าพวกหมาป่าที่จับตัวนายไปมันยังส่งเจ้าปีศาจหมาป่าตัวใหญ่มาตามราวีที่นี่อีกน่ะ"

 

"เอ๋! แล้ว..." ยังถามไม่ทันจบก็โดนแทรกขึ้นซะก่อน

 

"แล้วพวกเราก็ควรจะออกไปจากที่นี่เลยน่ะสิครับ ถึงยังไงศาลเจ้าของเราก็มีเขตคุ้มกันดีกว่า"

 

"แต่ว่า...." ฟุริฮาตะทำท่าลังเลจนคางามิต้องช่วยพูดอีกแรง

 

"สงสัยว่าพวกมันคงตามนายมาที่นี่น่ะ เพราะงั้นกลับเลยก็ดีกว่าอยู่ที่นี่ล่ะนะ"

 

"....ถ้าพวกนายจะกลับกัน งั้นให้ผมไปส่งละกัน คงจะเร็วกว่าไปกันเอง"

คุโรโกะเงียบไปเมื่อได้ฟังคำพูดประโยคนั้น เด็กหนุ่มเรือนผมสีฟ้ามองหน้าคนพูดพลางเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย "ผมรู้สึกแปลกใจนะครับ ที่คุณพูดแบบนี้" นึกว่าจะไม่ยอมให้กลับซะอีก

 

"ไม่...นายคิดไม่ผิดหรอกนะ เพียงแต่ว่าสิ่งที่นายพูดมันถูกต้องแล้วต่างหากคุโรโกะ เท็ตสึยะ"

 

"......."

 

"อาคาชิ..." ฟุริฮาตะมองใบหน้าของเด็กหนุ่มอีกคนหนึ่ง ตอนนี้เขารู้สึกสับสนมากเกินไปแล้ว แต่อาคาชิกลับหันมายิ้มให้เขาง่าย ๆ

 

"ไม่เป็นไรนะโคคิ เดี๋ยวนายก็จะได้กลับไปอยู่กับครอบครัวของตัวเองแล้ว"

 

"ฉันไม่ได้ห่วงเรื่องนั้นซักหน่อย!" ทำไมทุกคนถึงต้องคอยเอาแต่เป็นห่วงเขาอย่างเดียวด้วย!

 

"แล้วนายห่วงเรื่องอะไรล่ะฟุริ?"

 

"เอ่อ....ฉันก็...." พอพูดแบบนั้นแล้วก็เงียบไป แต่สายตากลับมองเด็กหนุ่มเรือนผมสีแดงตรงหน้าอย่างอธิบายยาก ตอนนี้ฟุริฮาตะรู้สึกเป็นกังวลเรื่องของอาคาชิมากกว่า มีแต่เรื่องที่ยังไม่เข้าใจทั้งนั้นเลย

 

"ถ้าไม่มีอะไรแล้ว งั้นก็โชคดี...ไว้โอกาสหน้าพวกเราคงได้พบกันใหม่" ประตูมิติถูกเปิดออกข้าง ๆ พวกคุโรโกะ คางามิและฟุริฮาตะที่ยืนอยู่ อาคาชิเผยยิ้มบางเพียงเล็กน้อย

 

ไว้โอกาสหน้าอะไรกันล่ะ...

 

"......"

 

"แม้มีโอกาสหน้าพวกเราก็ไม่ควรเจอกันอีกครับ กลับกันได้ล่ะครับฟุริฮาตะคุง" ประโยคแรกคุโรโกะหันไปบอกกับร่างสูงสมส่วนที่ยืนอยู่ตรงหน้า ส่วนประโยคต่อมาคุโรโกะหันไปบอกเพื่อนสมัยเด็กที่ยืนอยู่ใกล้กัน

 

"....." เด็กหนุ่มเรือนผมสีน้ำตาลยืนอยู่หน้าประตูมิติ ยังคงหันมามองเด็กหนุ่มอีกคนไม่เลิกไม่ยอมเดินเข้าประตูไปซักที แต่เสียง ๆ หนึ่งที่ดังขึ้นมาพร้อมกับแรงผลัก ทำให้ร่างของฟุริฮาตะกระเด็นเข้าไปในประตูอย่างไม่ทันตั้งตัว

 

“หวา!!”

 

"ชักช้าอยู่ได้ เห็นแล้วขัดตา" เป็นไฮซากินั่นเองที่ผลักฟุริฮาตะอย่างไม่ทันให้ตั้งตัว พอคนตัวเล็กเข้าไปซักทีไฮซากิก็ทรุดตัวลงนั่งพิงเสาไม้ที่อยู่ใกล้ ๆ โดยมีสายตาสามคู่มองผู้มาใหม่ที่เข้ามาอย่างกะทันหัน

 

"ขอบคุณที่ทำให้ไม่ต้องใช้กำลังด้วยตัวเองนะครับ"

 

คุโรโกะหันไปบอกหมาป่าหนุ่มที่นั่งลงจ้องมองพวกเขา ไม่งั้นคงต้องใช้กำลังพากลับไปอย่างเดียว ก็ฟุริฮาตะเล่นทำหน้าเหมือนไม่อยากจะกลับแบบนั้น คนมาช่วยก็เสียความรู้สึกเหมือนกันนะครับ

 

"เออ...." ไฮซากิรับคำ หลังจากนั้นร่างของคุโรโกะก็หายไปอีกคน

 

"พวกนายนี่น้า" คางามิพูดขึ้นลอย ๆ หลังจากนั้นถึงตามอีกสองคนเข้าไปด้วย  หลังจากแขกทั้งสามกลับถิ่นของตัวเองไปแล้ว สถานที่ ๆ เป็นบ้านของพวกเขาก็กลับมาเงียบสงบกันอีกครั้ง

 

 

 

ก่อนที่ร่างของฟุริฮาตะจะถูกใครบางคนผลักเข้าไปในความมืดมิดตรงหน้า ฟุริฮาตะเหมือนจะได้ยินเสียงคุ้นเคยเสียงหนึ่งดังเข้ามาในหัว ซึ่งเสียงนั้น ฟุริฮาตะทำได้ดียิ่งกว่าเสียงไหน ๆ ทั้งหมดซะอีก ถึงคน ๆ นั้นจะไม่ค่อยพูดมากนัก แต่ฟุริฮาตะก็ยังจำได้ดี

 

'จูบแรกของโคคิ....ไม่ใช่ฮานามิยะ มาโคโตะหรอกนะ'

 

เอ๋!!?

 

ถ้าไม่ใช่กับคน ๆ นั้นแล้วจะเป็นใครกันล่ะ?

 

แล้วอาคาชิรู้ได้ไงว่าเขากังวลเรื่องนั้นอยู่กัน!!

 

มัวกังวลเรื่องไร้สาระได้ไม่ทันไรแสงสว่างแสบตาก็หายวาบไปทันที จะว่าไปไอ้ตอนที่ถูกไฮซากิผลักเข้าประตูสีดำมาก็รู้สึกแปลก ๆ พิลึก มันมีความรู้สึกวูบโหวงตีวนขึ้นมาและเหมือนถูกกระแสลมบางอย่างโอบล้อมอะไรแบบนั้น

 

ฟุริฮาตะลืมตาเมื่อรู้สึกว่าขาตัวเองกำลังเหยียบพื้นเหมือนเดิม แต่ที่ตรงหน้าที่คิดว่าอาคาชิน่าจะส่งมาเป็นบ้านของตัวเองกลับไม่ใช่อย่างที่คิด

 

"เอ๊ะ!" เสียงอุทานดังขึ้นครั้งหนึ่ง เมื่อภาพตรงหน้ามันไม่ใช่อย่างที่คิดสักนิด ฟุริฮาตะมองไปรอบ ๆ บริเวณที่เขายืนอยู่

"คุโรโกะ...คางามิ...พวกนายอยู่ที่ไหนกันน่ะ!"

 

มองไปทางไหนก็ไม่เห็นสองคนนั้นเลย แถมสิ่งที่มองเห็นเป็นอย่างแรกและคุ้นตาเป็นอย่างมากยังเป็นต้นซากุระต้นนั้นอีก แต่ว่าสีมันออกจะขาว ๆ แหะ ไม่เป็นสีชมพูสวยอย่างที่เห็นเหมือนตอนแรก ถึงสีแบบนี้จะดูสวยแต่ก็ยังดูโดดเดี่ยวต่างจากที่เคยเห็นอยู่ดี หรือเขาจะคิดไปเองกันนะ?

 

นี่อาคาชิพาเขาส่งผิดที่หรือเปล่าเนี่ย...

 

"นาย....เป็นใครน่ะ...ทำไมถึงมาอยู่ที่นี่ได้..." เสียงปริศนาติดจะเย็นชานิด ๆ ดังขึ้นใกล้ ๆ ทำให้ฟุริฮาตะที่คิดว่าตัวเองถูกเรียกสะดุ้งโหยง ก็ในเมื่อที่นี่มีแค่เขาคนเดียวมันจะเป็นใครไปได้อีกล่ะ

 

"เอ๊ะ? ฉันเหรอ?" ฟุริฮาตะหันไปมองบุคคลปริศนาที่ว่าอย่างรวดเร็วแทบคอเคล็ด ชี้หน้าตัวเองด้วยความงุนงง ฟุริฮาตะจ้องมองเด็กน้อยเรือนผมสีแดงที่มีดวงตาคมสีแดงทั้งสองข้างดูงดงาม สีหน้าติดจะเย็นชายังคงไม่เปลี่ยน

 

เด็กคนนี้หน้าตาดูเหมือนจะคุ้นแล้วก็ไม่คุ้นด้วยเหมือนกัน

 

ส่วนสูงของเด็กชายเรือนผมสีแดงเลยเอวฟุริฮาตะขึ้นมานิดหน่อย ผมสีแดงตัดสั้นรับกับใบหน้าขาวนวลและยังดูสวยงามยิ่งกว่าใคร ๆ ที่ฟุริฮาตะได้เจอมา  คน ๆ นี้ดูดีราวกับว่าไม่ใช่มนุษย์อย่างนั้นแหละ

 

แต่ถึงยังไงเด็กคนนี้ก็ยังเป็นผู้ชาย ผมหน้าม้ายาวลงมาจนเกือบจะปรกตา ชุดกิโมโนสีเข้มเนื้อดีที่อีกฝ่ายใสดูกระชับรัดกุมใส่สบายและไม่ร้อนมากเกินไป

 

พอถูกถามแบบนั้นคิ้วเรียวของฟุริฮาตะก็เลิกขึ้นเล็กน้อย สมองกำลังประมวลความคิดกับคำตอบที่ควรจะบอกออกไปอย่างใจเย็น

 

"ใช่สิ...ถ้าไม่ได้ถามถึงนายแล้วจะมีใครได้อีก" ตอนนี้เริ่มโดนมองด้วยสายตาไม่ไว้ใจเสียแล้ว ฟุริฮาตะยิ้มแห้ง ตอนนี้เขาไม่เข้าใจสถานการณ์เลยสักนิดด้วยซ้ำ มีเรื่องที่ไม่เข้าอยู่มากแล้ว ตอนนี้ยังมามีเพิ่มให้สมองค้องคิดกนักเข้าไปอีก จะไม่ให้หยุดพักกันเลยหรือไง

 

"คือว่าฉัน...." ยังพูดไม่ทันจบก็โดนแทรกซะก่อน

 

"นายหลงมาจากไหนน่ะ แล้วทำไมถึงได้มาอยู่ที่นี่ได้ ถ้าหลงเข้ามาก็รีบกลับออกไปซะเถอะ"

 

"เอ๋! แล้วที่นี่คือ?"

 

"ที่นี่เป็นป่าแถบหนึ่ง รู้เอาไว้แค่นั้นก็พอ"

 

"....." ก็อยากจะถามอยู่หรอกว่าทำไมเขาถึงมาอยู่ที่นี่ได้  แต่ดูท่าอีกฝ่ายก็คงไม่รู้เหมือนกัน

 

ถึงจะรู้อยู่แล้วก็เถอะว่าที่นี่เป็นที่ไหน ฟุริฮาตะเงยหน้าขึ้นมองไปรอบ ๆ

 

ยังไงที่นี่ก็เป็นป่าใกล้เขตบ้านของเขา คงจะเดินกลับเองได้อยู่แล้วไม่ลำบากอะไรนักหรอก เพราะต้นซากุระที่ตั้งเด่นเป็นสง่านั่นเองที่ทำให้ฟุริฮาตะจำได้ดี  กลีบดอกซากุระจากต้นคิเซกิยังคงพัดโบกไปตามสายลม แต่ถึงอย่างนั้นมันกลับเป็นกลีบดอกสีขาวที่ฟุริฮาตะไม่คุ้นเคยมันซักเท่าไหร่ ซากุระต้นนี้ดูท่ามันจะไม่วันร่วงโรยลงไปได้ง่าย ๆ แน่

 

"นี่เธอน่ะ...." ฟุริฮาตะหันไปมองยังที่ ๆ เด็กชายผมแดงท่าทางอายุไม่ถึงสิบปีด้วยซ้ำอยู่ในตอนแรก แต่พอหันมาอีกทีกลับไม่อยู่ซะแล้ว

 

"เฮ้! รอด้วยสิ!" ฟุริฮาตะพยายามวิ่งตามหลังไว ๆ ของใครอีกคนไป

 

เด็กชายคนนั้นหยุดชะงักการเดินและหันหน้ามาจ้องมอง ฟุริฮาตะชะงักเท้าลงเมื่อเขาได้สบมองดวงตาคู่นั้นที่สีแดงทั้งสองข้างกลายเป็นตาสองสีแทนด้วยความมึนงง

 

สีตาแบบนี้นี่มัน....หรือว่าคน ๆ นี้....

 

ทำไมเขาถึงนึกไม่ออกตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้เห็นกันนะ ได้แต่บ่นกับตัวเองในใจ

 

"อาคาชิ...." นี่เขาพูดอะไรออกไปเนี่ย!! อาคาชิก็อยู่ที่บ้านของตัวเองไม่ใช่หรือไง! ไหงถึงรู้สึกว่าเด็กคนนี้เป็นอาคาชิได้กันล่ะ!

 

"........"

 

"......." เด็กคนนั้นเงียบไปจนฟุริฮาตะเริ่มใจไม่ดี จะทักผิดคนก็ไม่แปลกหรอก ก็อาคาชิไม่ได้อยู่ที่นี่นี่นา สมองของเขาก็ช่างคิดไปได้ว่าเด็กคนนี้เหมือนอาคาชิ แต่บรรยากาศระหว่างทั้งสองคนนี้มันเหมือนกันจริง ๆ นะ

 

"นายรู้จักชื่อฉันได้ยังไง?" คนถามจ้องเขม็ง น้ำเสียงมีความเย็นยะเยือกแฝงอยู่ ขณะเดียวกันมือข้างหนึ่งกลับยกขึ้นปิดดวงตาข้างซ้ายของตัวเองเอาไว้

 

"เอ๊ะ! เอ่อ....คือว่า...." ฟุริฮาตะเริ่มเหงื่อแตกพลั่ก ๆ เมื่อถูกจ้องเขม็งราวกับนักโทษทำผิดคดีร้ายแรง พอเผลอพูดชื่อออกไปกลับกลายเป็นว่าเขาไม่น่าเรียกออกไปแบบนั้นเลย!!

ว่าแต่ชื่ออาคาชิจริงดิ! หรือจะมีชื่อซ้ำกันนะ เป็นพี่น้องฝาแฝดหรืออะไรแบบนี้? ตอนนี้เขาเริ่มงงไปหมดแล้วนะ

 

"ก...ก็เห็นสีผมนายเป็นสีแดงนี่นา.... ก็เลยคิดว่าน่าจะชื่อนี้....อะไรแบบนั้น" เป็นคำโกหกที่ฟุริฮาตะรู้ดีว่ามันดูโง่มาก! ขอด่าตัวเองซักครั้งคงไม่เป็นไรใช่มั้ย...

 

"งั้นหรือ" ถึงปากบอกแบบนั้นแต่สายตานี่ไม่เชื่อชัด ๆ ฟุริฮาตะยิ้มแห้งนิด ๆ อย่างคนไปต่อไม่ถูก

 

"แต่ฉันก็พอจะดูออกว่านายไม่ได้พูดความจริงทั้งหมด" นั่นไงล่ะ ว่าแล้วว่าต้องถูกจับได้ "เพราะหน้านายมันฟ้องหมดนั่นล่ะ"

 

"....."

 

"หรือนายอาจจงใจเข้ามาที่นี่อยู่แล้วโดยที่ไม่ได้หลงทางก็เป็นได้" อาคาชิหรี่ตามองเด็กหนุ่มตรงหน้านิ่ง ๆ

 

"ล...แล้วนายไม่ไล่ฉันไปหรอกเหรอ"

 

"เรียกชื่อสิ นายรู้จักชื่อฉันแล้วไม่ใช่หรือไง" อีกฝ่ายจ้องมองพลางเลิกคิ้วขึ้นสูงเมื่อเอ่ยถามประโยคต่อมา

 

"ฟุ....ฟุริฮาตะ โคคิ"

 

"ฟุริฮาตะ? นายเป็นคนของตระกูลนั้นเองหรอกหรือ? งั้นก็ไม่น่าแปลกใจสินะถ้าจะรู้จักที่นี่ได้" เด็กชายเรือนผมสีแดงเอ่ยขึ้นมาเหมือนกำลังวิเคราะห์อะไรบางอย่างที่ฟุริฮาตะก็ไม่เข้าใจ

 

"....."

 

"ทำหน้าแบบนั้นแสดงว่ายังไม่เข้าใจที่ฉันพูดสินะ" แน่นอนว่าตอนนี้ฟุริฮาตะยังไม่เข้าใจอะไรเลยซักนิด ตอนนี้ตัวเองทำหน้าแบบไหนอยู่ยังไม่รู้เลยด้วยซ้ำ

 

"ช่างเถอะ ยังไงก็รีบกลับไปซะ" อีกฝ่ายพูดแบบนั้นแล้วก็เตรียมจะเดินไปอีกทางหนึ่ง ฟุริฮาตะอยากจะถอนหายใจอีกสักสิบรอบถ้ามันจะไม่ทำให้อายุเขาสั้นลง ถูกสายตาแบบนั้นจ้องด้วยความกดดันแล้วมันไปไม่ถูกเหมือนกันนะ แล้วไอ้อาการถูกไล่แบบนี้ก็คุ้น ๆ เหมือนเคยเจอที่ไหนมาก่อนด้วย

 

“นี่...อาคา...อ้าว!” แค่กะพริบตาเพียงหนึ่งครั้งภาพตรงหน้าก็เปลี่ยนไป เป็นถนนคอนกรีตคุ้นตาเส้นหนึ่งแทน เสาไม้สีแดงตั้งตระหง่านสูงใหญ่ที่อยู่ใกล้กันก็เช่นกัน ฟุริฮาตะกระพริบตาอีกหลายรอบ พร้อมขยี้ตาอีกหลายครั้งอย่างงุนงงว่านี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่

 

“โคคิคุง”

 

“ฟุริ”

 

“เอ๊ะ!? คุโรโกะ คางามิ พวกนาย...มาได้ไงน่ะ?” ฟุริฮาตะที่กำลังยืนงงอยู่หันไปตามเสียงเรียก และก็เจอเข้ากับเจ้าของชื่อยืนมองเขาอยู่ไม่ห่างตัว

 

“พูดอะไรของนายน่ะ นายถูกเจ้าหมาป่าหางสีเทานั่นผลักเข้ามาในประตูมิติของอาคาชิก่อนพวกเราอีกไม่ใช่หรือไง หรือเพราะโดนผลักเข้ามาแบบไม่ตั้งตัวเลยจำไม่ได้?” หมาป่าหางสีเทาที่คางามิว่าคงหมายถึงไฮซากิ

 

“พวกเราก็เข้าประตูของอาคาชิคุงแล้วตามโคคิคุงเข้ามาอีกทียังไงล่ะครับ เพราะอาคาชิคุงอาสาจะส่งพวกเราให้ถึงที่เอง”

 

“……..”

 

“เป็นอะไรไปน่ะครับ หรือว่าโดนผลกระทบอะไรเข้าหรือเปล่า?” มือขาวนวลยื่นมาแตะหน้าผากเพื่อนสมัยเด็กอย่างเป็นห่วงเมื่อเห็นอีกฝ่ายยืนเงียบไปด้วยความเป็นห่วง

 

“คือ...ไม่มีอะไรหรอก จะว่าไปพวกเรามาถึงที่นี่นานหรือยัง”

 

“ไม่หรอกครับ พวกเราก็พึ่งจะมาถึงพร้อมกัน” พอได้ฟังแบบนี้แล้วฟุริฮาตะก็เริ่มไปต่อไม่ถูก แสดงว่ามาถึงพร้อมกันทั้งหมดเลยน่ะสิ แล้วไอ้ภาพเสมือนของจริงแบบนั้นมันคืออะไรกัน จะบอกว่าเขายืนหลับก็เลยฝันไปก็ไม่น่าใช่แน่นอน เพราะไม่งั้นคงโดนคุโรโกะปลุกแล้ว ไม่ใช่มายืนเรียกเฉย ๆ แบบนี้

 

แล้วสรุปว่าอาคาชิคนนั้นคือใครกัน....

 

“ไม่มีอะไรหรอก รีบเข้าบ้านกันเถอะเนอะ พี่คงเป็นห่วงฉันที่หายไปนาน ๆ แล้วล่ะ มีหวังโดนบ่นแถมโดนเค้นคอกันยาวแหง ๆ” แค่คิดอย่างเดียวก็ไม่อยากจะนึกแล้ว ฟุริฮาตะเดินเข้าบ้านตามมาด้วยอีกสองคนที่เหลือ

 

“เรื่องนั้นไม่ต้องห่วงหรอกครับ เพราะผมโกหกน่ะ เผื่อว่าโคคิคุงจะยอมตามกลับมาด้วยไว ๆ” คุโรโกะบอกหน้าตาย ซึ่งคางามิก็แค่มองหน้าคนพูดเงียบ ๆ เท่านั้นเอง นี่ตกลงว่าสองคนนี้รวมหัวกันหลอกเขาใช่มั้ย

 

“วันนี้นายหลอกฉันไปกี่รอบแล้วเนี่ย” ทำทุกอย่างเผื่อให้บรรลุตามเป้าหมายของตัวเองจริง ๆ

 

“ผมไม่เคยโกหกคุณหรอกครับ แค่หยอกเล่นก็เท่านั้นเอง”

 

“แต่ฉันว่าไม่มั้งคุโรโกะ”

 

“ถ้าคุณได้มาอยู่กับพวกผมนาน ๆ จะรู้เองนั่นแหละครับ ว่าอะไรเป็นอะไร”

 

“แต่ฉันว่าอย่าเลยดีกว่านะคางามิ เพราะเห็นเงียบ ๆ แบบนี้ แต่คุโรโกะก็กวนมากกว่าที่นายคิดอีกนะ”

 

“ไม่หรอก ฉันก็คิดเหมือนนายนั่นแหละ” 

 

ฟุริฮาตะถอนหายใจ สรุปแล้ววันนี้เกิดเรื่องอะไรมากมายจริง ๆ แล้วก็ยังไม่ได้คำตอบถึงเรื่องทั้สงสัยเลยซักนิดเดียวด้วย สงสัยว่าคงต้องพยายามหาคำตอบด้วยตัวเองซะแล้ว

 

 

 

 

 

To be continued...

 

 

 

 

 

Comment

Comment:

Tweet