[HaiFuri] Switch 02

posted on 05 Feb 2016 23:10 by akaki-kouga in ShortFicKnB directory Fiction

 

Title :  Switch 02

 

 

Pairing : Haizaki x Furihata

 

 

Rate : PG

 

 

 

 

 

“โอ๊ย! ที่นี่มันที่ไหนฟะเนี่ย!”

 

จู่ๆก็เหมือนวูบไปแล้วพอรู้สึกตัวอีกทีก็มานั่งอยู่บนพื้นแล้ว ดวงตาคมมองไปรอบๆอย่างสำรวจ แต่ดูก็รู้แล้วว่าที่นี่มันไม่ใช่โรงยิมฝึกซ้อมที่มีตัวประกอบหลายตัวยืนรวมกันอยู่แน่ๆ ก็ในเมื่อที่ๆเขาอยู่ตอนนี้เป็นเหมือนห้องๆหนึ่งในคอนโดกว้าง เพราะด้านหนึ่งเป็นหน้าต่างที่มองจากด้านบนลงไปเห็นวิวด้านล่างได้นั่นแหละ

 

ร่างสูงสมส่วนลุกขึ้นยืนด้วยความงุนงงสุดขีด ไม่เข้าใจว่าตัวเองมาอยู่ที่ไหนกันแน่ สายตาเหลือบมองนาฬิกาก็ยังเป็นเวลาปกติ แต่เมื่อเขามองไปเห็นปฏิทินที่ตั้งอยู่บนโต๊ะก็แทบไม่เชื่อสายตาตัวเอง

 

นี่เขากำลังถูกส่งมาในโลกสิบปีข้างหน้าหนึ่งไงฟะเนี่ย!

 

“ส่งเสียงดังอะไรของนายน่ะ?”

 

ไฮซากิได้ยินเสียงกับฝีเท้าของใครคนหนึ่งเดินเข้ามาใกล้ แล้วเมื่อหันไปมองเขาก็ได้เห็นชายหนุ่มเรือนผมสีน้ำตาลคนหนึ่งอยู่ในชุดผ้ากันเปื้อนกำลังเดินเข้ามาทางนี้

 

“เอ๊ะ?....ทำไมนายถึงตัวเตี้ยลงได้ล่ะไฮซากิ?” น้ำเสียงที่ไฮซากิได้ยินดูแปลกใจเล็กน้อย

 

ใครบังอาจมาว่าเขาเตี้ยฟะ! แต่จะว่าไปไอ้หมอนี่มันก็หน้าคุ้นๆ

 

ไฮซากิหันไปเหลือบสายตามองอีกฝ่ายตั้งแต่หัวจรดเท้าและก็ดูเหมือนจะเข้าใจอะไรได้อยู่หน่อย ว่าตัวเองคงกำลังอยู่ผิดที่ผิดทางเป็นแน่

 

“ฟุริฮาตะ…”

 

“ครับ?”

 

คนถูกเรียกชื่อเอียงคอน้อยๆ สีหน้าแสดงถึงความไม่เข้าใจอยู่หน่อยๆ

 

เล่นขานตอบรับตอนเรียกชื่อแบบนั้นคงไม่มีทางผิดตัวแน่นอน ไฮซากิกำลังวิเคราะห์สถานการณ์อยู่ในใจว่าตอนนี้เขาอาจกำลังอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่น่าเชื่อที่สุดอย่างในการ์ตูนสักเรื่องก็ว่าได้ ถึงมันจะไม่น่าเชื่อเท่าไหร่แต่มันก็เป็นไปแล้วล่ะนะ

 

“นายกำลังทำอะไรอยู่น่ะ?” ไฮซากิถามเสียงเรียบ

 

“ฉันก็กำลังทำอาหารให้นายไง...พึ่งจะกลับมาเหนื่อยๆไม่ใช่เหรอ? แต่เอ๊ะ…มันแปลกๆอยู่นะ” ชายหนุ่มร่างสูงเรือนผมสีน้ำตาลเดินเข้ามามองใกล้ๆอย่างสำรวจ ขนาดว่าตอนนี้ฟุริฮาตะน่าจะอายุยี่สิบห้าแล้ว(เดาเอา)ก็ยังไม่สูงไปกว่าเขาในตอนนี้เลยด้วยซ้ำ

 

“นี่นายใช่ไฮซากิแน่หรือเปล่าน่ะ....?” คิ้วขมวดลงอย่างสงสัย

 

“ตัวจริงสิ ทำไมต้องโกหกด้วยล่ะ”

 

“ก็ถ้าเป็นตัวจริงก็ต้องสูงกว่านี้สิ แล้วก็ต้องตัวใหญ่กว่านี้ แล้วชุดที่นายใส่ก็ยัง...ชุดฝึก?” ดูเหมือนฟุริฮาตะจะเริ่มฉลาดขึ้นมาบ้าง ไฮซากิถึงได้อธิบายให้ฟังว่าถึงจะเป็นตัวจริงแต่ตอนนี้ก็เป็นไฮซากิตอนอายุสิบห้า

 

ฟุริฮาตะตกใจตาเบิกโพลง ก่อนจะเข้ามาลูบหัวอย่างสนิทชิดเชื้อแล้วยังไม่มีอาการกลัวเลยสักนิด “ใช่จริงๆด้วย ฉันสัมผัสได้ว่าเป็นนาย แต่เรื่องที่พูดก็ดูไม่น่าเชื่อยังไงก็ไม่รู้แฮะ แต่มันก็เป็นไปแล้วนี่นา”

 

ท่าทางของฟุริฮาตะดูใจเย็นกว่าที่คิด นึกว่าจะแตกตื่นมากกว่านี้ซะอีก

 

“ไม่ต้องกังวลหรอก...เดี๋ยวก็คงกลับมาเป็นเหมือนเดิมเองแหละนะ จะกินข้าวก่อนมั้ย?”

 

ฟุริฮาตะถามแบบนั้นก่อนจะกลับหลังหันเดินไปเข้าครัวง่ายๆ ทำเขาไฮซากิงงไปเลยที่อีกฝ่ายดูทำตัวสบายๆแบบนี้ สายตาคมมองไปรอบๆห้องกว้าง ห้องที่เขายืนอยู่เป็นห้องนั่งเล่น ตรงชั้นหนังสือที่เห็นอยู่ใกล้ๆมีกรอบรูปวางอยู่หลายอัน

 

และเพราะเกิดสนใจขึ้นมาเขาถึงได้เดินเข้าไปหาเจ้ารูปพวกนั้น ภาพที่เขาเห็นคือภาพคู่ของฟุริฮาตะกับเขาตอนโตนั่นเอง ในภาพนั้นชายหนุ่มเรือนผมสีเทาทำหน้าบูดราวกับไม่ชอบใจอะไรบางอย่าง ส่วนชายหนุ่มเรือนผมสีน้ำตาลอีกคนกำลังส่งยิ้มให้กล้องด้วยรอยยิ้ม

 

“ดูอะไรอยู่น่ะไฮซากิ?” เสียงเอ่ยถามดังมาจากในครัว ก่อนจะปรากฏร่างของฟุริฮาตะที่เดินเข้ามาพร้อมกับนำอาหารสองจานมาวางบนโต๊ะ

 

“อ๋อ...รูปนั้นนี่เอง” คนพูดยิ้มน้อยๆ “ไม่ว่าจะกี่ปี่ก็ยังไม่ชอบถ่ายรูปเหมือนเดิมเลยนะ”

 

“หรือว่าตอนนี้ฉันกับนาย...”

 

“แค่ดูก็น่าจะรู้แล้วนี่”

 

ถึงไม่ได้ตอบออกไป แต่นั่นก็ทำให้รู้ได้ทันทีว่ามันคงไม่ต่างจากสิ่งที่เขาคิดมากนัก

 

แสดงว่าสิบปีต่อมาเขากับฟุริฮาตะจะต้องอยู่ด้วยกันในที่แห่งนี้ แถมยังแหวนสีเงินที่อยู่บนมือฟุริฮาตะนั่นอีก แสงที่สะท้อนเข้าตานั่นทำให้ไฮซากิต้องขมวดคิ้วมุ่น

 

อยู่ด้วยกันในที่แบบนี้...ใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันอย่างกับคู่แต่งงานคนอื่นๆ แล้วยังรูปถ่ายพวกนั้นทั้งหมด ให้ใครมาดูก็รู้ว่าพวกเขามีความสัมพันธ์กันแบบไหน

 

“มากินข้าวกันเถอะ”

 

“อา...”

 

ไฮซากิเดินไปนั่งลงบนโต๊ะฟังตรงข้ามเงียบๆ คงเพราะมีอะไรให้คิดเยอะแยะถึงทำให้คนโพงพางไม่คิดจะพูดอะไรออกไปมากเท่าไหร่ และฟุริฮาตะเองก็ไม่ได้ถามอะไรเขาเช่นกัน

 

ทั้งที่ตอนนี้ก็ยังไม่เคยได้คุยกับฟุริฮาตะอย่างจริงๆจังๆ นอกจากคอยมองอยู่ห่างๆมากกว่า คนที่เขาคุยด้วยเป็นส่วนใหญ่ในทีมเซย์รินก็ดูเหมือนจะมีแค่คุโรโกะและคางามิเท่านั้น

 

“เป็นอะไร หรือว่าเกร็งน่ะ? อยู่แบบนี้แล้วรู้สึกไม่ดีหรือเปล่า?”

 

“ไม่หรอก แต่ฉันกำลังแปลกใจมากกว่า”

 

“ก็ตอนนั้นฉันกับนายยังไม่เคยคุยกันเลยด้วยซ้ำนี่นะ” ฟุริฮาตะยิ้มออกมาบางๆ

 

แน่นอนว่าไม่เคยคุยกัน เพราะอีกฝ่ายก็มีนิสัยขี้กลัวเป็นทุนเดิมอยู่แล้วคงไม่มีทางเปิดปากพูดกับเขาก่อนเป็นแน่ และเขาก็ไม่เคยเข้าไปคุยก่อนเลยเหมือนกัน ก็มันไม่มีอะไรจะคุยด้วยนี่หว่า จะให้เดินเข้าไปคุยแบบสาวๆที่เคยเจอมันก็ไม่เหมือนกันสักหน่อย แถมแถวๆนั้นก็มักจะมีเจ้าคู่หูแสงเงาคอยอยู่ใกล้ๆตลอดเวลาซะอีก

 

“แล้วทำไมตอนนี้ถึงเป็นแบบนี้ได้ล่ะ...”

 

นึกอยากจะถามก็ถามออกมาโต้งๆ แต่แน่นอนว่าเขาไม่ต้องการคำตอบจากอีกฝ่ายอยู่แล้ว เช่นเดียวกับฟุริฮาตะที่ดูเหมือนจะรู้ดีว่าไม่ควรจะบอกเรื่องในอนาคตเช่นกัน เพราะถ้าบอกเรื่องที่ยังไม่เกิดขึ้นออกไป มันก็อาจจะไม่เกิดขึ้นเลยจริงๆก็ได้

 

“นั่นสินะ นี่...เดี๋ยวกินข้าวเสร็จแล้วเรามาเล่นเกมกัน”

 

ชายหนุ่มอายุยี่สิบห้าปีเอ่ยชวนด้วยความกระตือรือร้น ไฮซากิพยักหน้ารับนิ่งๆ ฟุริฮาตะมองมาทางเขาด้วยสายตาอ่อนโยน เป็นสายตาที่ไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อน และเขาก็ยังไม่เคยเห็นเลยสักครั้ง

 

“ถ้าแพ้แล้วอย่ามาร้องล่ะ” เด็กหนุ่มเรือนผมสีเทาแสยะยิ้มชั่วร้าย

 

“ฉันไม่แพ้หรอกน่า!”

 

 

 

 

 

 

 

 

สรุปแล้วหลังจากนั้นพวกเขาก็ตกลงมานั่งเล่นเกมกันหน้าทีวีอยู่นานกว่าหลายชั่วโมง แต่ถึงอย่างนั้นคนที่ชนะก็ยังหัวเราะด้วยความสะใจอยู่คนเดียว

 

“ฮะๆ อ่อนชะมัด”

 

“ทำไมฉันถึงแพ้ตลอดเลยล่ะ นายต้องเล่นโกงอะไรแน่ๆ” ฟุริฮาตะขมวดคิ้วหน้ายู่ลงด้วยความไม่พอใจเล็กๆที่เล่นเกมเด็ก...ก็คือไฮซากิตอนเด็กนั่นแหละนะ

 

“เพราะนายมันเล่นเกมห่วยเองต่างหากล่ะ”

 

“ฉันก็ไม่ได้เล่นห่วยขนาดนั้นสักหน่อย” ถ้าปาจอยทิ้งได้คงทำไปแล้ว แต่ทำแบบนั้นคงเสียดายของแย่

 

“อ๊ะ! เกือบลืมไปซะสนิทเลย วันนี้ฉันต้องออกไปหาทุกคนนี่นา”

 

“ออกไปหาทุกคน?” ไฮซากิทวนคำอย่างงุนงงเมื่อจู่ๆฟุริฮาตะก็พูดเหมือนจะนึกอะไรได้ขึ้นมา เจ้าตัวก้มลงมองนาฬิกาที่ยังไม่ได้ถอด ก่อนจะลุกขึ้นด้วยความรีบร้อนและนั่นก็ทำให้ฟุริฮาตะสะดุดสายเข้าจนได้

 

“หวา!!”

 

ฟุบ....

 

ไฮซากิยืนขึ้นไปรับร่างของใครบางคนได้อย่างทันท่วงที่ทำให้ใบหน้าของอีกฝ่ายซบลงบนอกเขาอย่างพอดิบพอดี ฟุริฮาตะยันตัวขึ้นมาก่อนจะยิ้มเขินๆส่งให้

 

“….นายนี่มันซุ่มซ่ามชะมัด”

 

“แฮะๆโทษที ฉันก็เป็นแบบนี้แหละ และก็ชอบถูกนายว่าบ่อยๆ อุ๊บ...ไม่พูดเรื่องนี้ดีกว่าเนอะ” ชายหนุ่มวัยยี่สิบห้าเดินไปหยิบเสื้อคลุมและกุญแจบ้านก่อนจะหันมาถามคนที่ยังยืนนิ่งอยู่ที่เดิม

 

“เอ่อ....จะออกไปเดินเล่นหน่อยมั้ย?”

 

 

 

 

 

 

 

 

“นายพาใครมาด้วยน่ะฟุริ?”

 

ร่างสูงคิ้วสองแฉกเอ่ยถามเมื่อเห็นเด็กหนุ่มคนหนึ่งเดินตามเพื่อนของเขามาด้วย ในสนามสตรีทบาสที่เดิมที่ยังคงเป็นความทรงจำของพวกเขาไม่เปลี่ยน แม้ว่าเวลาจะผ่านไปนานแล้วก็ตาม

 

“แหม....ก็...ไฮซากิไง”  ฟุริฮาตะเกาแก้ม อธิบายไม่ถูกเหมือนกัน ไม่รู้จะพูดยังไงดี

 

“ไฮซากิคุงตอนเด็กสินะครับ ผมเข้าใจ” คุโรโกะพยักหน้าอย่างเข้าใจที่พูดจริงๆ

 

“เฮ้ย! ไหงมันง่ายงั้นฟะ ปกติต้องทำท่าตกใจหน่อยสิที่จู่ๆหมอนี่ก็ตัวหดเหลือเท่าฟุริแบบเนี้ย!”

 

คางามิชี้นิ้วสลับกันระหว่างฟุริฮาตะและไฮซากิ คนถูกชี้นิ้วใส่หาวหวอดๆอย่างไม่คิดจะใส่ใจเท่าที่ควร ถ้าเป็นปกติคงชวนทะเลาะไปแล้วแต่ตอนนี้เขากลับไม่มีอารมณ์แบบนั้นอยู่เลย นอกจากอาการที่อยากจะคอยสังเกตใครบางคนมากกว่า

 

ฟุริฮาตะในช่วงอายุอีกสิบปีข้างหน้าที่ดูจะต่างไปจากช่วงที่ไฮซากิเคยเจอเล็กน้อย

 

ที่เปลี่ยนไปก็คือนิสัยของฟุริฮาตะเวลาที่อยู่ด้วยกันกับเขา มันดูสบายๆปกติดีทุกอย่างไม่เหมือนช่วงปัจจุบันของเขาล่ะมั้ง แต่จะให้บอกว่าแตกต่างก็คงเอามาเทียบกันแบบนั้นไม่ได้

 

“แล้วนายจะให้หมอนั่นมาเล่นด้วยล่ะสิ?”

 

“ก็คงต้องอย่างนั้นแหละนะ ไฮซากิจะเล่นด้วยกันมั้ย?” ฟุริฮาตะหันมาถามยิ้มๆ ดูจากท่าทางแล้วคงเกรงใจเขาไม่น้อย

 

“ก็เอาสิ”

 

“ถ้างั้นก็สองๆสินะครับ”

 

“แต่ยังขาดอีกสองคนนี่นา”

 

“ทุกคน!! ฉันมาแล้ว ไม่รอกันเลยอ่า!”

 

ชายหนุ่มเรือนผมสีทองวิ่งมาจากระยะไกลตรงมาหากลุ่มที่อยู่ก่อนหน้านั้น ชายหนุ่มก้มหน้าลงหอบหายใจเล็กน้อยจากการวิ่งระยะไกล

 

“เอ๋! ทำไมไฮซากิตัวเหลือแค่นี้อ่ะ!?” คิเสะเงยหน้าขึ้นมามองเด็กหนุ่มเรือนผมสีเทาอย่างงุนงงเล็กๆ คุโรโกะเดินเข้าไปกระซิบข้างหูคิเสะ เพียงไม่กี่นาทีชายหนุ่มผมทองก็พยักหน้าอย่างเข้าใจและยกนิ้วโป้งส่งมาให้

 

“เข้าใจล่ะ ลำบากแย่เลยนะ”

 

ลำบากเรื่องอะไรฟะ? แล้วไหงถึงมาทำหน้าเห็นใจแบบนั้น? ไฮซากิคิ้วกระตุกนิดๆ ไม่รู้ว่าเจ้าเพื่อนผมฟ้าของเขาไปกระซิบบอกอะไรกันแน่อีกฝ่ายถึงได้ทำหน้าแบบนั้น

 

“วิ่งไม่รอกันเลยเว้ยเฮ้ย! เจ้าบ้าคิเสะ!”

 

“ก็นายสายเองนี่นาช่วยไม่ได้”

 

“แล้วใครมันให้คนอื่นเค้าไปรอถ่ายแบบเป็นเพื่อนด้วยฟะ!” อาโอมิเนะตรงเข้ามาสับหัวทองๆไปหนึ่งที

 

“มันเจ็บนะอาโอมิเนจจิ!”

 

“เรามาเริ่มกันเลยดีกว่านะครับ เสียเวลากันไปมากแล้ว” คุโรโกะหันมาบอกกับคนที่เหลือหน้าตาย ก่อนจะเดินไปใต้แป้นบาส

 

เฮ้ย! ไม่คิดจะสนใจกันหน่อยเลยเหรอ เท็ตสึ / คุโรโกจจิ! เสียงในใจของคนทั้งคู่

 

“ส่วนทีมก็แบ่งกันตามการจับไม้สั้นไม้ยาวเอาเหมือนเดิมนะครับ” ไฮซากิยื่นมือไปจับไม้พร้อมกับคนอื่นๆ ปรากฏว่าเขาจับได้ไม้สั้น หันไปมองชายหนุ่มหน้ายิ้มข้างๆก็เห็นว่าฟุริฮาตะจับได้ไม้ยาว

 

คนที่อยู่ทีมเดียวกันกับไฮซากิคือ คางามิ และ คิเสะ ส่วนอีกฝั่งเป็น คุโรโกะ อาโอมิเนะ และฟุริฮาตะ

 

ในตอนที่เริ่มเล่นกัน คางามิประกบอาโอมิเนะ ทั้งคู่ต่างก็สู้กันอย่างสูสีอย่างทุกที

 

“ครั้งนี้ฉันไม่แพ้แน่อาโอมิเนะ”

 

“แล้วอย่างนายจะเอาชนะฉันได้เร้อ…ครั้งที่แล้วก็แพ้ไปรอบนึงแล้วนี่” เอ่ยอย่างท้าทาย

 

“ครั้งนี้ต้องไม่แพ้แน่!”

 

คิเสะประกบฟุริฮาตะ ทั้งสองคนยิ้มให้กันน้อยๆอย่างเป็นมิตร ช่างต่างกับคู่แรกเหลือเกินที่บ้าเลือดได้ตลอดเวลา และยังบ้าบออีกด้วย

 

“ครั้งนี้ก็ฝากตัวด้วยนะ”

 

“ครั้งนี้ก็ไม่ยอมแพ้ฟุริจจิหรอกนะ!”

 

ไฮซากิเหลือบสายตามองเจ้าพวกนั้นแย่งบอลและผลัดกันชู้ตอยู่หลายรอบ ก่อนจะเหลือยสายตามองฟุริฮาตะที่พยายามแย่งลูกจากคิเสะให้ได้ แม้ว่าดูเหมือนจะสู้ไม่ค่อยได้ก็ตามแต่ฟุริฮาตะก็ยังไม่เคยคิดจะยอมแพ้ แถมเจ้าตัวยังยิ้มราวกับกำลังสนุกอยู่ด้วย

 

“จ้องแบบไม่คลาดสายตาเลยนะ ตอนนี้ยังอยู่ในเกมนะครับไฮซากิคุง...แต่ดูเหมือนว่าคุณจะไม่มีสมาธิกับการเล่นเท่าไหร่นัก”

 

เสียงเรียบเรื่อยเอ่ยบอกมาแบบนั้น ไฮซากิหันไปมองคุโรโกะเล็กน้อย ดวงตาคู่นั้นกำลังจับจ้องเขาราวกับกำลังอ่านตัวตนที่อยู่ลึกเข้าไปภายใน ด้วยความที่ว่าอีกฝ่ายมักจะชอบสังเกตคนอื่นประกอบกับนำทักษะเหล่านั้นไปประยุคต์ใช้กับการเล่นบาส ทำให้คุโรโกะเป็นผู้เล่นที่น่าจับตามองคนหนึ่ง และด้วยความสามารถนั้นยังช่วยซัพพอร์ทเพื่อนร่วมทีมได้ดีอีกด้วย

 

“……”

 

“หรือว่าคุณเริ่มเกิดสนใจเขาในตอนนี้ขึ้นมาล่ะครับ?”

 

“ก็คงงั้นมั้ง” ไฮซากิตอบรับง่ายๆ

 

ไม่ใช่แค่ตอนนี้หรอก...แต่เป็นช่วงก่อนหน้านั้นนานมาแล้ว เพียงแต่ว่าก็ไม่คิดจะเข้าหาเท่านั้นเอง... คิดว่าไม่มีความจำเป็นที่จะต้องทำอะไรแบบนั้น

 

“คงเพราะช่วงเวลานั้นคุณยังตัดสินใจไม่ได้ ความคิดสับสนคงตีวนอยู่ในหัวของคุณ และคุณก็ยังไม่มีความกล้ามากพออีกด้วย ไม่สมกับเป็นคุณที่มักจะทำอะไรโพงพางเลยนะครับ”

 

“พูดมากน่า...นายนี่ชอบยุ่งเรื่องชาวบ้านจริง” เด็กหนุ่มหลบสายตาที่จ้องตรงมา มองไปทางที่ลูกบาสกำลังถูกแย่งอยู่

 

“ไม่หรอกครับ ถึงยังไงพวกคุณสองคนก็เป็นเพื่อนของผมนี่ครับ” คุโรโกะยิ้มออกมาบางๆ

 

“พวกนายสองคนมัวคุยอะไรกันอยู่น่ะ เข้ามาแย่งบอลกันเซ่!”

 

“อย่าส่งเสียงดังสิครับอาโอมิเนะคุง คางามิคุง”

 

“อะไรกัน หรือนายเกิดสนใจเปี๊ยกไฮซากิขึ้นมา”

 

“ว่าใครเปี๊ยกฟะหา!!!”

 

“เอาน่า อย่าทะเลาะกันสิ” สรุปแล้วคนห้ามก็ไม่พ้นฟุริฮาตะอย่างเคย

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

“......”

 

“อ๊ะ...ข...เข้ามาตั้งแต่เมื่อไหร่น่ะ”

 

ฟุริฮาตะดึงเสื้อขึ้นมาปิดถึงลำคอ ไฮซากิจ้องมองอีกฝ่ายนิ่งๆ ก็พึ่งจะสังเกตเห็นว่าตามตัวของฟุริฮาตะมีล่องรอยบางอย่างถูกทำไว้มากมายแต่ที่ไม่เห็นก็เพราะว่าอีกฝ่ายใส่เสื้อแขนยาวปิดไปจนถึงลำคอนั่นเอง

 

“ก็พึ่งจะเข้ามา...” ไฮซากิหรี่ตาลง

 

สิ่งที่ไฮซากิเห็นคือรอยแดงตั้งแต่แผ่นหลังบางขึ้นไปหลายจุด ลำคอด้านหลังอีกหลายจุด ถึงด้านหน้าจะไม่เห็นก็ตามแต่ก็ยังเดาได้ว่ามันคงเยอะกว่าที่เห็นด้านหลังแน่ๆ และเขาก็ดันมาเห็นมันเข้าซะแล้วตอนที่ฟุริฮาตะกำลังใส่เสื้อหลังจากอาบน้ำเสร็จ

 

“เอ่อ...ก็ เดี๋ยวฉันไปนอนบนโซฟาตรงโน้นก็แล้วกัน นายนอนบนเตียงไปนั่นแหละเนอะ” ฟุริฮาตะชี้ไปด้านหลัง สีหน้าดูลนๆเล็กน้อย

 

“ไม่เป็นไร...นอนเตียงเดียวกันก็ไม่มีปัญหาหรอก” ชุดนอนที่ไฮซากิใส่เป็นของไฮซากิในอนาคตอีกสิบปีข้างหน้า ถึงจะตัวใหญ่ไปหน่อยแต่ก็ไม่ใช่ว่าจะหลวมเกินไปจนใส่ไม่ได้

 

ร่างสูงสมส่วนสาวเท้าเดินไปนอนลงบนเตียงฝั่งหนึ่ง ไฮซากิวางหมอนข้างกั้นไว้ให้อีกฝ่ายอย่างรู้งาน พอเห็นแบบนั้นแล้วฟุริฮาตะถึงได้ปิดไฟและเดินลงไปนอนเตียงอีกฝั่งหนึ่ง โชคดีที่ว่าเตียงนี้เป็นเตียงหลังใหญ่พอที่ผู้ใหญ่จะนอนได้ถึงสามคนถึงไม่อึดอัดมากนัก

 

“ราตรีสวัสดิ์นะไฮซากิ”

 

“ราตรีสวัสดิ์...”

 

เพียงไม่นานเท่านั้นไฮซากิก็ได้ยินเสียงลมหายใจเข้าออกอย่างสม่ำเสมอของใครบางคน ถึงเตียงได้ไม่ทันไรฟุริฮาตะก็หลับไปได้เร็วมากจนน่าแปลกใจ คงเพราะวันนี้ออกไปเล่นข้างนอกจนความเหนื่อยล้าสะสมมามากถึงได้นอนเร็วได้ขนาดนี้

 

จะว่าไปแล้วพอได้มาอยู่กับอีกฝ่ายทั้งวันก็รู้สึกแปลกนิดหน่อย คิดว่าถ้ากลับไปคงจะหาเรื่องคุยกันได้มากกว่าที่คิดเอาไว้ ในเมื่อฟุริฮาตะก็เป็นคนอัธยาศัยดีอยู่แล้ว

 

“อือ....” เสียงครางเครืออย่างคนละเมอดังขึ้น พร้อมๆกับที่มีมือของใครบางคนดึงเข้าไปกอดจากด้านหลัง ถึงไม่ต้องหันไปมองก็รู้ได้ทันทีว่าเป็นใคร

 

ไฮซากิพลิกตัวหันไปอีกทางหนึ่ง เห็นใบหน้าไร้เดียงสาของชายหนุ่มคนหนึ่งกำลังหลับพริ้มอย่างคนฝันดี ใบหน้าของฟุริฮาตะกำลังยิ้มอย่างมีความสุข พอเห็นว่าใครบางคนกำลังหลับไม่รู้เรื่อง ไฮซากิถึงได้ลองค่อยๆดึงเสื้ออีกฝ่ายขึ้นมองลอยแดงเหล่านั้น

 

ดวงตาคมหรี่ลงเล็กน้อยเมื่อเห็นมันได้อย่างชัดเจน และคนที่ทำไว้คงไม่ใช่ใครอื่นแน่นอน

 

พอเห็นแบบนี้แล้ว...ความรู้สึกหงุดหงิดเล็กๆนี่มันคืออะไรกันนะ

 

 

 

 

 

To be continued...

 

 

 

 

 

 

Comment

Comment:

Tweet