[KnB AkaFuri] Oni no Kiseki (Ch.15)

posted on 23 Dec 2015 21:06 by akaki-kouga in AkaFuri--Oni-no-Kiseki directory Fiction

 

Title : Oni no Kiseki

 

 

Chapter 15 ช่วยเหลือ

 

 

 

 

"โคคิคุง อย่าให้มันหลอกได้นะครับ คุณกำลังถูกพวกหมาป่าสะกดอยู่!! นึกให้ออกสิครับ! ว่าใครที่เป็นคนสำคัญของคุณจริง ๆ กันแน่!  ครอบครัวของคุณ...หรือเจ้าพวกที่หลอกใช้คุณอยู่ข้างหลังนั่น!!"

 

 

เสียงตะโกนจากด้านนอกดังเข้ามาด้านในเสียงดังฟังชัด ดวงตาสีน้ำตาลซึ่งกำลังเปล่งประกายสีทองกระพริบปริบ มือข้างหนึ่งยกขึ้นกุมศีรษะด้วยความเจ็บปวด

 

 

"อึก!....จ...เจ็บ...ฉันปวดหัว..." มือที่กำด้ามดาบอยู่แน่นเริ่มสั่นเทา สีหน้าเรียบเฉยของเด็กหนุ่มแปรเปลี่ยนเป็นความเจ็บปวดและทรมาน

 

 

"โคคิ!"

 

 

"หึ มันไม่ง่ายแบบนั้นหรอกน่า" ฮานามิยะแสยะยิ้มชั่วร้ายออกมา สีหน้าของฮานามิยะยามนี้ดูสะใจไม่น้อยที่ได้เห็นใบหน้าเรียบเฉยไร้อารมณ์เปลี่ยนไปได้ขนาดนี้

 

 

"ย....อย่าเข้ามาใกล้ฉันนะ!!" แม้มือข้างหนึ่งจะยังกุมศีรษะอยู่ แต่มืออีกข้างที่ฟุริฮาตะจับด้ามดาบเอาไว้แน่นก็ยกขึ้นมาจ่อตรงหน้ายักษ์หนุ่มเรือนผมสีแดงอีกครั้ง

 

 

"พอเถอะโคคิ ฉันไม่อยากทำร้ายนายหรอกนะ"

 

 

"ถ้างั้นก็กลับไปซะ!"

 

 

"โคคิคุง! อย่าลืมคนสำคัญของคุณไปสิครับพี่ชายของคุณน่ะ!!"

 

 

"อึก!"

 

 

อาการปวดหัวเข้าโจมตีอีกระลอกเมื่อเสียงที่คุ้นเคยตะโกนบอกมาอยู่เรื่อยทั้งที่ตัวเองก็ยังพัวพันอยู่กับการต่อสู้กับหมาป่าจำนวนนับไม่ถ้วน ทั้งยังต้องคอยระวังหลังให้ใครบางคนแบบนี้อีก

 

 

ฟุริฮาตะหยุดชะงักลงอีกครั้งสติกลับมาไม่เต็มร้อยแต่ก็ยังพอจะควบคุมตัวเองได้บ้าง

 

 

"หึ...ทำได้ดีมาก เจ้าพวกบ้า!"

 

 

เสียงปริศนาดังขึ้น ทันใดนั้นร่างของเงาดำก็พุ่งเข้ามาจากมุบอับภายในห้องอย่างรวดเร็วโดยไม่มีใครทันได้สังเกตเห็น เด็กหนุ่มเรือนผมสีเทาอาศัยความว่องไวของร่างกายพุ่งเข้ากระแทกร่างฟุริฮาตะจนล้มลง ดาบเรียวยาวกระเด็นหลุดออกจากมือ

 

 

"ปล่อยฉันลงนะ!!"

 

 

หมาป่าหนุ่มเรือนผมสีเทาจับร่างเล็กที่กำลังดิ้นรนแบกขึ้นบ่าทันทีทันใดโดยไม่สนใจเสียงร้องโวยวายใด ๆ ทั้งสิ้นแม้มันจะสะเทือนเข้ามาในหูของเขาก็ตาม หูหมาป่าข้างหนึ่งพับลงเพื่อกั้นเสียงน่ารำคาญ ความเคลื่อนไหวราวกับว่าจะช้าลงเมื่อมีผู้มาใหม่เข้ามาขัดจังหวะอย่างกะทันหัน

 

 

"ไปได้แล้ว!" ร่างสูงประกาศอีกครั้งทั้งที่ยังพยายามจับร่างที่กำลังดิ้นอยู่บนไหล่ให้อยู่นิ่ง ๆ อาคาชิที่ได้สติเปิดประตูมิติออกมาทันที ร่างของไฮซากิกระโจนลงไปในหลุมมิติด้านล่างก่อนมันจะปิดลงไม่ถึงวินาที

 

 

"ดูเหมือนจะปลอดภัยดีนะ"

 

 

เจ้าของคิ้วสองแฉกมองเข้าไปด้านใน ซึ่งสถานการณ์ไม่สู้ดีในตอนแรกดูจะกลับกันแล้ว เพราะตอนนี้พวกเขาเป็นฝ่ายได้เปรียบ แม้ว่าจะโดนล้อมหน้าล้อมหลังอยู่ก็ตาม อย่างน้อยคนที่ทำให้พวกเขาต้องมาตามหากันถึงที่นี่ก็น่าจะปลอดภัยแล้ว ถึงคางามิจะไม่รู้จักไอ้คนที่แบกเพื่อนเขาลงหลุมมืดไปก็ตาม

 

 

"ถ้างั้นพวกเราก็ไม่มีธุระที่ต้องอยู่ที่นี่แล้วล่ะครับ" จบคำพูด หลุมมิติดำมืดเปิดขึ้นใต้เท้า ร่างของเด็กหนุ่มทั้งสองร่วงหล่นลงไปทันทีก่อนที่มันจะปิดลง

 

 

"หล่นลงไปแบบนี้ฉันไม่ชินเลยเฟ้ย!!" คางามิโวยวาย แต่ก็ทำอะไรไม่ได้เพราะเขาบินไม่ได้นี่หวา

 

 

"ช่วยไม่ได้หรอกครับ..."

 

 

 

 

 

 

 

"ภารกิจชิงตัวเสร็จเรียบร้อย" มิโดริมะว่า ดวงตาสีเขียวเปล่งประกายน้อย ๆ เมื่อจ้องมองไปยังสิ่งมีชีวิตตัวใหญ่มีขนทั้งหลายที่จ้องจะเขมือบพวกเขาได้ทุกเมื่อ ยังไงหมาป่าพวกนี้ก็กินไม่เลือกหน้าอยู่แล้ว

 

 

"หมดเวลาสนุกแล้วเหรอ ยังเล่นไม่พอเลยนะ" อาโอมิเนะเกาหัว เขาหาวหวอดไปหลายรอบแล้วทั้งที่ยังคงโยกตัวหลบเจ้าพวกหมาบ้าที่จ้องจะงับได้ไม่เลิกทันทีที่เผลอ

 

 

"ฉันชักหิวแล้วสิ" ดวงตาสีม่วงเหลือบมองศัตรูที่อยู่รอบ ๆ มันไม่ได้ลดจำนวนลงเท่าไหร่ เพราะพอจัดการไปได้ มันก็เรียกพวกมาเพิ่มอีก ไม่รู้ว่าเลี้ยงไว้กี่ร้อยกี่พันตัวกันแน่

 

 

"ยังจะเล่นอีกเหรออาโอมิเนจจิ! ทั้งที่สะบักสะบอมขนาดนี้แล้วแท้ ๆ!"

 

 

"เพราะระหว่างทางมาไม่ค่อยมีอะไรให้กินหรอก"

 

 

หลุมมิติเปิดขึ้นใต้ร่างของเหล่ายักษ์ทั้งหมด

 

 

"ฮ่า ๆ ไว้เจอกันใหม่ล่ะพวก ถ้าอยากจะเล่นอีก" อาโอมิเนะโบกมือ อีกฝ่ายเขม่นตามองพวกเขาก่อนจะสั่งการให้หมาป่าทั้งหมดที่อยู่ในบริเวณนั้นกระโจนเข้าโจมตีผู้บุกรุกในทันที แต่มันก็ไม่ทันเสียแล้ว เพราะร่างของพวกเขาหายไปกันหมดในเวลาไม่กี่วินาทีด้วยซ้ำ

 

 

 

 

 

 

 

 

สายลมฤดูหนาวพัดโบกเข้ามาในห้อง ริมฝีปากคมหยักขึ้นเป็นรอยยิ้ม "แสบนักนะเจ้าไฮซากิ" แม้จะเอ่ยคำพูดแบบนั้นแต่ใบหน้าของอีกฝ่ายกลับยังคงเผยรอยยิ้มเหมือนเดิม ทั้งที่ตัวเองกลับเป็นฝ่ายเสียเปรียบอยู่แท้ ๆ

 

 

ดาบเล่มยาวที่อาคาชิเก็บมาได้ถูกปาให้ปักเข้ากับกำแพงห่างจากร่างของฮานามิยะไปเพียงเล็กน้อย ดวงตาสองสีวาวโรจน์ด้วยความโกรธ ก่อนที่ร่างของยักษ์หนุ่มจะหายไปราวกับสายลมเมื่อกระพริบตาหนึ่งครั้ง

 

 

"มันไม่จบง่าย ๆ หรอกนะ..." 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

"โคคิคุงเป็นยังไงบ้างครับ"

 

 

คุโรโกะลุกขึ้นมาปัดฝุ่นตามตัวเล็กน้อย ตอนลงดันลงผิดท่าไปหน่อย ส่วนอีกคนก็ทำท่าคลื่นไส้เหมือนจะอ้วกซะงั้น จะว่าเมามิติก็ไม่น่าใช่เพราะเขาก็ไม่เคยได้ยินมาก่อน แต่ถึงยังไงตอนนี้คนที่น่าเป็นห่วงที่สุดก็คือคนที่พึ่งจะไปพาตัวกลับมาได้อยู่ดี

 

 

ดวงตาสีฟ้าหรี่ลงเล็กน้อย คนอื่น ๆ ที่น่าจะกลับมาก่อนพวกเขาไม่นานตามเนื้อตัวต่างก็สะบักสะบอมกันหมด เสื้อผ้าที่สะอาดเรียบร้อยในตอนแรกอย่างกับไปคลุกฝุ่นคลุกดินมา เพียงแต่ว่าถึงเสื้อผ้าจะสกปรกแต่คนพวกนี้กลับไม่มีรอยแผลกลับมาสักที่เลยด้วยซ้ำ

 

 

"หมอนั่นจำพวกเราไม่ได้ก็เลยอาละวาดยกใหญ่"

 

 

อาโอมิเนะเป็นคนเล่า พอกลับมาถึงพวกเขาก็ถูกส่งมาอยู่หน้าคฤหาสน์ที่เป็นสวนฝั่งหนึ่งนั่นแหละ ส่วนที่รู้ก็เพราะว่าพอจะได้ยินเสียงคนอาละวาดอยู่ไกล ๆ นั่นเอง และมันคงดังออกมาจากห้องของอาคาชิด้วย มันคงไม่มีที่อื่นให้คิดแล้วล่ะ

 

 

"ท่าทางการสะกดครั้งนี้ผู้ใช้พลังจะมีพลังมากถึงได้รับผลกระทบนานขนาดนี้" มิโดริมะเอ่ยอย่างวิเคราะห์

 

 

"แล้วเมื่อไหร่หมอนั่นถึงจะหายล่ะ?"

 

 

คางามิที่เริ่มจะหายจากอาการคลื่นไส้ถาม ยังไม่รู้อาการเป็นตายร้ายดียังไงเลยด้วยซ้ำ แต่จะว่าไปการมาสู้กับปีศาจครั้งแรกก็ได้ประสบการณ์แปลกใหม่ดี

 

 

"เรื่องนั้นฉันก็ไม่รู้หรอก"

 

 

 

อาโอมิเนะว่า มือใหญ่คว้าใบไม้สีแดงสดเข้าใส่ปากตัวเอง คางามิที่มองการกระทำแปลก ๆ นี่ขมวดคิ้วนิด ๆ ไม่ใช่แค่อาโอมิเนะที่ทำหรอก แต่คิเสะกับมุราซากิบาระก็ทำไม่ต่างกันยกเว้นมิโดริมะ

 

 

เจ้าพวกนี้มันกินพืชเป็นอาการหรือไงฟะ...พอหิวก็เด็ดใบไม้กินมันสด ๆ เลยเนี่ยนะ?

 

 

"เปิดทางให้ผมเข้าไปด้วยครับ" ดูเหมือนคุโรโกะจะไม่สนใจว่าปีศาจเหล่านี้จะทำอะไรกันอยู่ แต่ตอนนี้เขาเป็นห่วงคนที่ต้องคอยตามดูแลต่างหาก

 

 

"ตอนนี้ไม่ได้หรอก อาคาจินสั่งไว้น่ะ"

 

 

 

แม้จะเคี้ยวใบไม้อยู่เต็มปากแต่ก็ยังตอบออกมา นั่นทำให้คิ้วเรียวขมวดยิ่งกว่าเดิมด้วยความขัดใจ ยังไงที่พวกเขาร่วมมือด้วยแต่แรกก็ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาจะต้องญาติดีกันอยู่แล้ว

 

 

"แต่ถ้าผมจะเข้าไปพวกคุณก็หยุดไม่ได้หรอกครับ"

 

 

"มันเป็นกฏน่ะนะ แล้วพวกฉันเองก็ไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าไปด้วยเหมือนกัน" ถึงตอนแรกพวกเขาจะถือวิสาสะเข้าไปก็เถอะ แล้วก็ดันแจ๊กพ็อตแตก เจอรูปปั้นหินรูปงามเข้า...

 

 

"เพราะงั้นก็เลยเปิดประตูมิติแล้วเอาพวกเรามาปล่อยไว้ตรงนี้แทนสินะครับ" คุโรโกะวิเคราะห์อย่างชาญฉลาด ซึ่งประโยคต่อมาถึงไม่ได้คำตอบเขาก็รู้ได้ทันทีแน่นอนว่าสิ่งที่เขาคิดมันเป็นความจริง

 

 

ปีศาจพวกนี้จะดูไม่ชอบมาพากลเกินไปแล้ว... คิ้วเรียวขมวดชนกันนิด ๆ

 

 

เพราะตามปกติพวกปีศาจชั้นสูงจะชอบอยู่ในถิ่นของตัวเองโดยไม่ไปยุ่งเกี่ยวกับใครมากกว่าโดยเฉพาะมนุษย์ แต่การที่พามนุษย์เข้ามาที่นี่ก็คือในถื่นที่อยู่อาศัยของตัวเอง แถมยังยอมร่วมมือกันอีก แบบนี้สิที่เรียกว่าแปลก

 

 

ฟุริฮาตะ โคคิ เป็นอะไรสำหรับคน ๆ นั้นกันแน่ ถึงรู้อยู่แล้วว่าเป็นเพราะพลังอำนาจของอีกฝ่ายทำให้ยักษ์เหล่านี้ต้องทำตามอย่างช่วยไม่ได้ แต่ว่ามันก็แปลกเกินไปที่ปีศาจจะมาช่วยเหลือมนุษย์โดยไม่มีสิ่งแลกเปลี่ยน แล้วยังทำเหมือนกับว่าคนที่ตัวเองไปช่วยสำคัญมากอีกด้วย

 

 

ตอนที่ต้องเข้าไปพัวพันกับสัตว์ปีศาจจำนวนมาก ถึงจะแค่แวบเดียวแต่คุโรโกะก็ได้เห็นว่าอาคาชิต้องการจะช่วยฟุริฮาตะมาให้ได้โดยไร้รอยขีดข่วนจริง ๆ แม้ว่าตัวเองจะต้องบาดเจ็บก็ตาม 

 

 

คนที่บาดเจ็บกลับมาก็ดูเหมือนว่าจะมีแค่คน ๆ นั้นเสียด้วย

 

 

"ฉันว่าเชื่อใจอาคาชิจจิได้นะ ช่วยรอหน่อยเถอะ"

 

 

คิเสะช่วยอธิบายอีกแรง แม้จะอยากไปพักในห้องตัวเองเต็มแก่ อต่ถ้าเกิดปล่อยให้มนุษย์ที่เป็นนักปราบปีศาจเที่ยวเดินหาเพื่อนไปทั่วคฤหาสน์คงไม่ดีเท่าไหร่

 

 

"แต่ผมเป็นห่วงเพื่อนของผมครับ แล้วผมก็ไม่ได้ไว้ใจปีศาจอย่างพวกคุณขนาดนั้น พวกคุณเป็นพวกเดียวกันก็พูดแบบนั้นได้ง่าย ๆ สิครับ"

 

 

ใช่...ไม่ไว้ใจเลยซักเปอร์เซ็นเดียวด้วยซ้ำ อย่าหาว่าคิดในแง่ร้ายเลย แต่กันไว้ก่อนก็ดีกว่าแก้ แม้ตอนนี้ปีศาจพวกนี้จะทำตัวเป็นคนดีแค่ไหนในสายตาของเขาก็ตาม

 

 

"เหอะ....ถ้าไม่ไว้ใจแล้วพวกเราจะตามไปช่วยเพื่อนของนายทำไมล่ะ ในเมื่อไม่เกี่ยวกับพวกฉันด้วยซ้ำ" อาโอมิเนะว่าอย่างไม่สบอารมณ์เท่าไหร่

 

 

"เรื่องนั้นมันก็แค่ชั่วคราวเท่านั้นเองครับ ถึงยังไงพวกคุณก็ยังไว้ใจไม่ได้อยู่ดี"

 

 

“ถ้างั้นพวกฉันก็ไม่ไว้ใจนายเหมือนกันนั่นแหละ อยู่ดี ๆ ถ้าเผลอเข้าหน่อยก็คงบั่นคอพวกฉันไปต้มยำทำแกงเลยมั้ง”

 

 

“ถ้าคุณคิดแบบนั้นก็ตามสบายครับ แต่ผมไม่ใช้วิธีสกปรกแบบนั้นแน่”

 

 

“แล้วที่เล่นทีเผลอในห้องเรียนน