[Fic KnB AkaFuri] Ai No Kagi Ch.30 Staunch

posted on 08 Oct 2015 16:53 by akaki-kouga in AkaFuri--Ai-no-Kagi directory Fiction

 

Title :  Ai No Kagi

 

 

Chapter 30  Staunch 

 

 

 

         

ราวกับเวลาถูกหยุดไปชั่วขณะหนึ่ง ทุกคนต่างก็วิ่งเข้ามาดูสถานการณ์แปลก ๆ ที่เกิดขึ้นและหยุดนิ่งยืนอยู่อย่างนั้น ตรงกันข้ามคือเด็กหนุ่มร่างสูงเรือนผมเทาคุ้นตาพร้อมกับรอยยิ้มประจำตัวที่ประดับอยู่บนใบหน้า ฟุริฮาตะยืนอยู่ด้านหลังของไฮซากิ แขนข้างซ้ายมีเลือดไหลออกมาจากบาดแผลที่พวกเขาไม่เคยเห็นมาก่อน อาคาชิเบิกนัยน์ตากว้าง เขายืนอยู่ไม่ไกลจากตรงนั้น คุโรโกะก็พึ่งจะวิ่งมาเห็นตอนที่ฟุริฮาตะโวยวายเสียงดัง แล้วอาคาชิถูกไฮซากิผลักออกไปเท่านั้น...แค่เห็นทรงผมเมื่อตอนม.ต้นของไฮซากิเขาก็จำได้แล้ว

 

 

แล้วนี่มันเรื่องอะไร? ทำไมแขนของฟุริฮาตะคุงถึงเป็นแบบนั้น?

 

 

“ไฮซากิ!!!?”

 

 

ทุกคนต่างก็เบิกสายตากว้าง ไม่มีใครในที่นี้ที่ไม่ตกใจที่จู่ ๆ คนอย่างไฮซากิก็มาปรากฏตัวที่นี่อย่างกระทันหัน แถมแขนอีกฝ่ายยังยกขึ้นเหมือนกับจะปกป้องคนข้างหลังอีก ทั้ง ๆ ที่ดูจากนิสัยแล้วไฮซากิไม่ใช่คนอย่างนั้น แล้วยังไปรู้จักกันตั้งแต่ตอนไหน?

 

         

เอ๊ะ!?....ไฮซากิ?”

 

 

ฟุริฮาตะเองก็ตกใจไม่แพ้กัน เขาเรียกชื่ออีกฝ่ายออกไปด้วยความมึนงงและไม่แน่ใจจนเสียงแทบจะไม่รอดออกไปจากลำคอด้วยซ้ำ มือข้างขวายกขึ้นบีบต้นแขนข้างซ้ายเอาไว้แน่น แม้ตอนนี้จะเจ็บ แต่ความตกใจมันมีมากกว่า ทำให้เขายังพอทนได้ แต่ถึงอย่างนั้นเลือดที่ไหลออกมามากเกินไปและยังไหลติดต่อกันมานานก็เริ่มที่จะทำให้ฟุริฮาตะหน้าซีดลง และอากาศก็ยิ่งหนาวขึ้นไปอีกด้วย

 

 

“ยืนมองอะไรกันนักหนาวะ ไม่เคยเห็นคนกันหรือไง!”

 

 

ร่างสูงเอ่ยเสียงเรียบ เจ้าตัวไม่พูดพร่ำทำเพลง แต่ร่างสูงเดินกลับหลังหันไปจับแขนฟุริฮาตะแล้วเดินลากไปอีกทาง

 

 

“เดี๋ยวก่อนไฮซากิ! นายจะพาฟุริฮาตะไปไหน...”

 

 

ร่างสูงเรือนผมสีแดงเอ่ยถาม แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ไม่ได้เอาตัวเข้าไปขวางเอาไว้ ภายในนัยน์ตาสองสีนั้นดูนิ่งเรียบอย่างเคย แต่ก็ดูจะเป็นห่วงคนที่ยังยืนจับแขนตัวเองอยู่ ถึงอย่างนั้นในกระแสความเป็นห่วงของอาคาชิก็ยังมีบางอย่างที่พวกเขาไม่รู้ซ่อนอยู่อีก

 

 

“ทำไม? ฉันจะพาไปไหนมันก็เรื่องของฉัน พวกนายเกี่ยวอะไรด้วย?” ไฮซากิเลิกคิ้วถามอย่างกวนประสาท ทุกคนต่างก็มองสถานการณ์ในตอนนี้อย่างไม่เข้าใจ

 

 

“ทำไมจะไม่เกี่ยว ฉันเป็นเพื่อนของฟุริฮาตะ!” อาคาชิว่า คิ้วขมวดลงเล็กน้อย ในน้ำเสียงราบเรียบมีความโกรธแฝงเอาไว้

 

 

“อ้อ! เพื่อนงั้นเหรอ...ใช่สิ! เป็นเพื่อนที่ทำให้หมอนี่เจ็บน่ะนะ แถมนายก็ยังเป็นคนที่ทำให้หมอนี่เจ็บหลายเรื่องอีกด้วย หรือนายจะบอกว่าไม่รู้เรื่องอะไรเลย”

 

 

ไฮซากิชี้มือไปทางอาคาชิที่ยืนอยู่ เขาไม่ได้พูดเล่น แต่นัยน์ตาสีเทาที่จ้องตรงมา เหมือนกับจะมองอีกฝ่ายอย่างเหยีดหยาม อาคาชินิ่งไปนิดหน่อยกับคำพูดและสายตาที่จ้องตรงมาพวกนั้น เขาทำเพียงแค่เบิกตาขึ้นเล็กน้อย แต่กลับไม่มีใครรู้ว่าทำไมอาคาชิถึงไม่คิดจะพูดอะไรออกมาเลยซักคำ

 

 

“เดี๋ยว! หยุดพูดเลยนะ!”

 

 

ฟุริฮาตะส่งเสียงห้ามคนที่ยังจับแขนตัวเองอยู่เสียงดัง แน่นอนว่าเขาต้องเดือดร้อนเพราะคำพูดของไฮซากิแน่นอน ก็เพราะไฮซากิเป็นคนที่พอจะรู้เรื่องของเขากับอาคาชิ อาจจะรู้มากที่สุด มากกว่าคุโรโกะด้วยซ้ำ แต่ไฮซากิกลับไม่ฟังเขาเลย

 

 

“…”

 

 

“เงียบไปซะ!”

 

 

ฟุริฮาตะชะงักไปเพราะเสียงที่แฝงแววเอาจริงนั่น แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังไม่ผ่อนแรงที่จะหนีออกมาจากการจับกุมของไฮซากิเลย

 

 

“แล้วน้ำหน้าอย่างนายคิดว่ายังมีหน้าจะมาปกป้องคนอื่นอีกเหรอหา? ต่อหน้าก็ทำตัวแสร้งเป็นเพื่อนที่ดี แต่กลับทำแบบนี้น่ะ ถึงคนอื่นจะไม่รู้ว่าฉันกำลังพูดอะไร แต่คิดว่าน่าจะรู้ตัวเองดีอยู่แล้วนะ”

 

 

“หยุดนะไฮซากิ! อาคาชิไม่ผิดซักหน่อย! ถ้านายยังพูดมากไม่เลิกอีกฉันจะไปล่ะนะ!”

 

 

“คิดว่าจะหนีไปไหนได้ล่ะ...แรงจะขยับตัวก็แทบจะไม่มีอยู่แล้วเสียเลือดก็มาก คงตั้งแต่แรกแล้วล่ะสิ”

 

 

ประโยคหลังเสียงถูกลดเบาลงจนได้ยินกันแค่สองคน ใบหน้าคมหันมองเลือดที่ไหลไม่หยุดพลางเอ่ยออกมาเสียงเรียบ ผ้าพันแผลสีขาวสะอาดแทบจะเปื้อนเลือดไปทั้งบริเวณ สีขาวเกือบจะถูกย้อมกลายเป็นสีแดงด้วยเลือดทั้งหมด ฟุริฮาตะนิ่งไป เพราะมันจริงตามที่อีกฝ่ายพูด แค่แรงจะยืนตอนนี้เขายังไม่มีเลยด้วยซ้ำ

 

 

“ถ้างั้นความเป็นเพื่อนเสแสร้งของนายกับหมอนี่มันก็คงจบลงเท่านี้แล้วล่ะนะอาคาชิ...” ไฮซากิหันมาพูดกับเด็กหนุ่มผมแดงที่ยืนอยู่หน้าสุดอีกครั้ง

 

 

“คุณจะไปไหนไม่ได้ทั้งนั้นล่ะครับไฮซากิคุง!!”

 

 

ทำไมคุณถึงไม่คิดพูดอะไรออกไปเลยล่ะครับอาคาชิคุง!!  

 

 

ร่างเล็กเรือนผมสีฟ้าเข้าไปขวางทางออกจากสนามสตรีทบาสเอาไว้ คนที่คิดว่าพอจะช่วยได้ตอนนี้ก็ดันทำอะไรไม่ได้แล้วนอกจากยืนนิ่งเงียบอยู่กับที่ หรือไม่คิดจะทำอะไรเลยมากกว่านอกจากก้มหน้านิ่ง ในความคิดของคุโรโกะตอนนี้เขาอยากจะเข้าไปเขย่าตัวเพื่อนตัวเองแรง ๆ เพื่อเรียกสติเหลือเกิน เพียงแต่ว่าเขายังไม่แน่ใจเรื่องอาคาชิเท่านั้น

 

 

ถ้าพูดถึงความจริงอาคาชิ เซย์จูโร่ก็เป็นแค่เพื่อนของเพื่อนกับฟุริฮาตะเท่านั้น...

 

 

พวกเขาทั้งสองคนไม่มีความเกี่ยวข้องกันนอกเหนือจากนั้น...

 

 

แต่ถ้าเป็นอาคาชิคุงก่อนหน้านั้นล่ะก็อีกเรื่อง...

 

 

แต่การที่อาคาชิดูจะเป็นห่วงฟุริฮาตะในตอนแรกมากจนดูผิดวิสัย หรืออาจเป็นเพราะนิสัยดั้งเดิมของตัวเองเป็นแบบนั้น ทำให้เขาเริ่มรู้สึกสับสนแทนว่าอาคาชิอาจจำฟุริฮาตะไม่ได้ แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังมีความเป็นห่วงอยู่

 

 

"เขามาขวางแบบนี้คิดจะทำอะไรล่ะเท็ตสึยะ คิดว่านายจะทำอะไรฉันได้หรือไง?"

 

 

ไฮซากิหรี่ตามองคนตัวเล็กนิ่ง คุโรโกะก็เอาจริงเหมือนกัน เพราะงั้นเขาจะไม่ยอมถอยแน่นอนจนกว่าจะได้ตัวฟุริฮาตะกลับมา

 

 

"ผมไม่ยอมให้คุณไปหรอกครับ ถ้าคิดจะออกไป...คุณก็ไปคนเดียวเถอะครับไฮซากิคุง และปล่อยให้ฟุริฮาตะคุงอยู่ที่นี่" ร่างที่สูงน้อยกว่าทำหน้าเครียดเขม็ง เห็นเพื่อนเป็นแบบนั้นแล้วเขาจะปล่อยให้ไปกับคนที่ไม่น่าไว้ใจอย่างไฮซากิได้ยังไงกัน!

 

 

'ชิ! มีแต่คนเข้ามาขวางทางอยู่เรื่อย' ร่างสูงคิดในใจอย่างหงุดหงิด

 

 

"เห...งั้นหรอกเรอะ...นายจะไม่ปล่อยฉันไปจริงเรอะ?" ไฮซากิแสยะยิ้มเมื่อเจ้าตัวคิดอะไรดี ๆ ได้ และอย่างน้อยมันต้องทำให้คนหัวแข็งและดื้อรั้นอย่างคุโรโกะยอมได้แน่นอน

 

 

"ก็ดี....ถ้าอย่างนั้น...แบบนี้ล่ะเป็นไง..."

 

 

"อึก! โอ๊ย! เจ็บ...."

 

 

ฟุริฮาตะส่งเสียงร้องทันทีที่ร่างสูงพูดจบประโยค เด็กหนุ่มนิ้วหน้าด้วยความเจ็บปวด แรงบีบที่แขนถึงจะเบาแต่ก็สร้างความเจ็บปวดให้เขาได้แล้ว แต่ถึงอย่างนั้นฟุริฮาตะก็สะบัดแขนออกไปไม่ได้....เพราะไม่มีแรงพอที่จะทำแบบนั้นแล้วต่างหาก เด็กหนุ่มหอบหายใจถี่ ถึงไม่รู้ว่าไฮซากิจะตั้งใจทำอะไร แต่ร่างกายก็เริ่มโอนเอนไปมาจนจะไปชนอีกฝ่ายอยู่แล้ว นัยน์ตาสีฟ้าของคุโรโกะเบิกตากว้าง ไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะทำแบบนั้น

 

 

“แก! ไฮซากิ!!”

 

 

นิจิมูระที่ดูเหตุการณ์มาตลอดเลือดขึ้นหน้า แต่กลับโดนพวกที่อยู่ด้านหลังห้ามเอาไว้ก่อน อาโอมินะกับคางามิต้องช่วยกันจับทั้งสองคน เพราะไม่รู้ว่าไฮซากิคิดจะทำอะไรอีกกันแน่ ถ้าขืนพวกเขายังเข้าไปขวางทางออกไว้แบบนี้

 

 

"คุณ...คิดจะทำอะไรน่ะครับ!!"

 

 

"ทีนี้จะปล่อยให้ไปได้ยัง? หรือจะปล่อยให้เลือดหมดตัวตายแอยู่ที่นี่ก็เลือกเอา" คุโรโกะหน้าซีดเผือด เล่นถามแบบนั้นมาแล้วเขาจะตอบยังไงได้กันล่ะ แถมน้ำเสียงของไฮซากิก็ไม่ได้มีแววล้อเล่นอยู่เลย

 

 

"ม....ไม่เป็น..ไร..."

 

 

เสียงแหบพร่าเอ่ยขึ้นมาเบา ๆ ในความเงียบ คนที่ยืนแทบจะไม่ไหวแต่ถูกพยุงแขนไว้ทำให้ร่างไม่ทรุดลงไปบนพื้นฝืนยิ้มพลางบอกออกมาเสียงเบา "ฉัน....ไม่เป็นไร...ทุกคนไม่ต้องห่วงนะ" ถึงจะพูดแบบนั้น แต่เหงื่อเย็น ๆ กลับไหลออกมามากเรื่อย ๆ

 

 

"ฟุริฮาตะคุง..."

 

 

"ไปได้แล้ว!"

 

 

ร่างสูงผมเทาเอ่ยเร่ง ฟุริฮาตะขยับตัวเกือบจะเดินตาม ไปแล้ว แต่เขามีเรื่องต้องพูดอีกอย่างหนึ่งก่อน "ขอบคุณนะคุโรโกะ....แล้วก็...." ฟุริฮาตะหันไปทางร่างสูงผมแดงที่ยืนนิ่งเงียบโดยไม่พูดอะไรไปนานแล้ว

 

 

"ขอโทษด้วยนะอาคาชิ...ที่สร้าง...ปัญหาให้..."  

 

 

ทั้ง ๆ ที่เป็นวันเกิดที่มีเพียงครั้งเดียวในรอบหนึ่งปีแท้ ๆ “ถ้าฉัน...ไม่มาตั้งแต่แรก...อาจจะดีกว่านี้ก็ได้...” แม้ประโยคหลังจะลดเสียงเบาลง แต่คนที่ยืนใกล้ที่สุดก็ยังได้ยินอยู่ดี อาคาชิไม่ได้ขยับเขยื้อนไปไหน เพียงแต่มองใบหน้าเปื้อนน้ำตากับรอยยิ้มนั้นที่ค่อย ๆ เดินห่างออกไป

 

 

แม้จะยิ้มออกมาได้ แต่นั่นกลับไม่ทำให้คนมองรู้สึกดีขึ้นเลย หลังจากจบประโยคนั้นฟุริฮาตะก็ถูกไฮซากิลากไปอีกทางจนลับสายตา โดยไม่มีใครคิดจะตามไป คำว่า 'ไม่เป็นไร' ของฟุริฮาตะ ยังไงมันก็ไม่น่าเชื่อถือซักนิด

 

 

"..."

 

 

ที่นี่กลับมาเงียบสงบอีกครั้ง สนามสตรีทบาสที่คึกคักเมื่อครู่นี้กลายเป็นเงียบจนดูรกร้าง ไม่มีใครคิดจะพูดอะไรออกมา

 

 

อาคาชิก้มหน้านิ่ง มือข้างหนึ่งยกขึ้นมากุมหัวตัวเองแล้วบีบแน่น ดวงตาสีแดงกระพริบปริบ หัวใจเต้นถี่ขึ้นจนน่ารำคาญ ความนึกคิดในสมองเริ่มตีวนจนรวนไปหมด เขารู้สึกว่าตัวเองปวดหัวตุบ ภายในหัวมีแต่ชื่อของคนที่เพิ่งจะเดินจากไปไม่นาน มันดังก้องสลับไปมาทั้งเสียงที่ดูราวกับสับสน เสียงแห่งความโกรธ เสียงที่ดูร้าวราน หรือเสียงดังที่ราวกับกำลังคำรามก้อง มันดังสลับกันไปมา เหงื่อเย็น ๆ เริ่มไหลออกมาจนรู้สึกได้ ทั้ง ๆ ที่อากาศแถวนี้ก็ไม่ได้ร้อน นัยน์ตาสีแดงข้างซ้ายเริ่มอ่อนลงราวกับจะกลายเป็นสีทองอำพันสลับไปกับสีแดงเข้ม

 

 

'พอ...พอซักที...' ไม่ได้...เขาต้องควบคุมมันเอาไว้..ต้องสงบสติอารมณ์เอาไว้ให้ได้...

 

 

"อาคาชิคุง?"

 

 

"อาคาชิ?" หมอนี่จู่ ๆ เป็นอะไร? นิจิมูระหันไปมองคนที่มีท่าทางต่างไปจากปกติ

 

 

"ไม่...ไม่มีอะไร"

 

 

นัยน์ตาที่เป็นสีแดงทั้งสองข้างมองไปยังทางออกนั้น มันฉายแววเป็นห่วงคนที่พึ่งจะเดินออกไปจากที่นี่ไม่นาน

 

 

"แล้วเราควรจะทำยังไงต่อล่ะครับ..."

 

 

เขาทำอะไรไม่ได้เลยซักนิดเดียว...คนที่ช่วยได้ก็ดันเป็นแบบนั้นไปอีก ขนาดสังเกตแล้วสังเกตอีก อาคาชิก็แค่ดูแปลก ๆ ไป แต่ที่เขาแน่ใจคือ สองคนนี้กลายเป็นแค่เพื่อนธรรมดากันไปแล้ว เพราะฟุริฮาตะก็เรียกว่าอาคาชิ ไม่ได้เรียกชื่อเหมือนทุกที แล้วอาคาชิก็คงจะจำช่วงเวลาที่อยู่กับฟุริฮาตะไม่ได้เหมือนกัน แต่ตอนนี้เขากลับเห็นนัยน์ตาคู่นั้นสั่นไหวแปลก ๆ ตอนที