[AkaFuri] The story of them (S. Furihata Kouji Part)

posted on 16 Sep 2015 12:18 by akaki-kouga in ShortFicKnB directory Fiction

 

Title :  The story of them (Special Furihata Kouji Part)

 


Pairing : Akashi x Furihata

 


Rate : PG

 


Sub : Au, รั่ว , โรแมนติก?

 

 

จำได้ว่ามีคนเคยขอตอนพิเศษของคุณพี่ชายมาค่ะ เพราะงั้นเราจึงต่อให้ตามคำขอ.... แต่งเอาไว้นานแล้วแต่ยังไม่เสร็จเพราะต้องปั่นเรื่องอื่นก่อนค่ะ ทีนี้ก็ได้ลงซักที

 


[AkaFuri] The story of them

 

 

 

                   

"โคคิ...ไม่ไหนมาถึงไม่บอกพี่น่ะห๊ะ!!"

 

                   

หลังกลับมาจากทัวน์โลกอดีตไม่ทันไร กลับมาถึงเปิดประตูบ้านมาก็เจอเข้าจนได้... ก็แค่โดนลากไปผจณภัยในโลกต่างมิติ...หรือก็คือโลกเก่าที่เขาเคยอยู่เมื่อชาติก่อนของเขานั่นแหละ ฟุริฮาตะกรอกตาไปมา ไม่กล้ามองพี่ชายตัวเองที่กำลังทำหน้ายักษ์อยู่ตรง ๆ

 

                   

"เอ๋...พี่พูดเรื่องอะไรเหรอครับ? ผมก็ไปโรงเรียนแล้วก็กลับบ้านตามปกตินี่นา" เด็กหนุ่มพูดแล้วเบือนสายตาลงพื้นตามนิสัยคนโกหกใครไม่เป็น รู้ว่าโกหกไม่เก่งก็ยังจะทำ...

 

                   

แบบนี้เรียกโกหกหน้าซื่อตาใสหรือเปล่า...

 

                   

"ปกติตรงไหนกัน!! สัมผัสพลังวิญญาณของนายมันหายไป มันปกติตรงไหน!! แล้วพอพี่ลองไปตรงที่ ๆ สัมผัสได้ว่าโคคิหายไปตรงนั้นก็ไม่อยู่แล้ว! เจ้าพวกนั้นสินะ...ต้องเป็นไอ้จิ้งจอกเจ้าเล่ห์ตาสองสีนั่นแน่ ๆ แล้วยังเจ้าแมวจืดจางนั่นอีกหนึ่งตัว...มันรวมหัวกันพาตัวน้องฉันไปใช่มั้ย!!"

 

                   

จิ้งจอกเจ้าเล่ห์ของพี่นี่หมายถึงอาคาชิ?...แล้วยังแมวจืดจางอีก...อืม ช่างเปรียบเหลือเกิน...

 

                   

"พี่ใจเย็น ๆ นะ ใจเย็น ๆ ใจร่ม ๆ กินไอติมก่อนมั้ย?...สองคนนั้นเขาไม่ได้ทำอันตรายอะไรซักหน่อยก็แค่---" คนเป็นน้องพยายามเกลี้ยกล่อมเผื่อว่าจะหายโกรธลงได้สักนิด

 

                   

"ไม่ต้องไปเข้าข้างพวกมันเลยนะโคคิ! แล้วถ้าแอบฟังอยู่ก็โผล่หัวกันออกมาด้วย ฉันจะได้ฆ่ามันเรียงตัวเลย!!" ในยามนี้สงสัยคงจะห้ามชิวาว่าที่กลายร่างเป็นราชสีห์คลั่งไม่อยู่ซะแล้วสิ แม้แต่ฟุริฮาตะเองก็ด้วย

 

                   

พอได้ยินคำว่า 'แอบฟัง' เท่านั้น ฟุริฮาตะก็ยิ่งเหงื่อตกเข้าไปใหญ่ นี่บอกให้กลับไปแล้วนะ...จะตามมาอีกทำไมกันเล่า!! แล้วก็ไม่ต้องออกมาเลยด้วยนะ!

 

                   

แล้วก็โผล่กันออกมาจริง ๆ แถมยังอยู่กันครบทั้งหกคนอีก "พวกนายจะตามมาทำไมเนี่ย!!?" ดีนะไม่มีคางามิมาอีกคน...

 

                   

"ก็อยากเห็นบ้านฟุริจินนี่นา"

 

                   

คนตัวใหญ่และสูงที่สุดในชุดไปรเวทตามปกติของยุคสมัยนี้ดูแปลกตาอยู่หน่อย ๆ เพราะฟุริฮาตะก็ยังไม่เคยเห็น เงยหน้ามองบ้านหลังใหญ่โตมโหฬารข้างหน้าตน

 

                   

"ฉันโดนลากมาด้วยน่ะนาโนะดาโยะ" มิโดริมมะอยู่ในชุดเสื้อเชิ้ตแขนยาวสวมเสื้อทับอีกชั้นและกางเกงสีดำขายาวแปลกตาไปจากยูคาตะที่มักจะใส่เป็นประจำ

 

                   

"บ้านฟุริจจิใหญ่จังเลย!!"

 

                   

เสียงร่าเริงดังขึ้นข้างหลังคนตัวสูงที่สุดในกลุ่ม คิเสะสอดส่องมองบ้านหลังใหญ่ แต่ตัวเองกลับแอบอยู่ข้างหลังคนผมม่วงซะงั้น แต่ไม่ใช่แค่เขาหรอกที่หลบ คนที่หลบมันก็ทั้งหมดนั่นแหละ นอกจากอาคาชิจจิที่ยืนยิ้มหน้าระรื่นไม่กลัวใครอย่างของหายากแล้วน่ะ

 

                   

ไม่ว่าใครก็กลัวรังสีคลั่งของชิวาว่าคนพี่ซะหมด...ช่างต่างกับคนน้องจริง ๆ... เพราะคนน้องออกจะน่ารักน่าแกล้ง...

 

                   

"ฉันเริ่มหิวแล้วสิ...ฟุริ มีอะไรให้กินหรือเปล่า" นี่ก็ไม่รู้จักสถานการณ์...แม้แอบอยู่ข้างหลังคนผมม่วงเหมือนกันก็ตาม เด็กหนุ่มเรือนผมสีน้ำเงินลูบท้องตัวเองไปพลาง มองสิ่งรอบข้างไปพลางเหมือนจะหิวจัด

 

                   

"ม...มันก็มีอยู่หรอก..." ว่าแต่...นี่มันใช่เวลามาถามเรอะ!!

 

                   

"ถ้ามองหาคางามิคุงอยู่ล่ะก็...อยู่นี่ด้วยแล้วล่ะครับ" ฟุริฮาตะมองตามมือขาวของคุโรโกะที่ชี้ไปด้านหลัง

 

                   

อยู่ข้างหลังนี่เอง...สงสัยว่าคงจะโดนลากมาอีกคนเป็นแน่ แล้วคนถึงห้าคนทำไมถึงไปหลบอยู่หลังคน ๆ เดียวได้กันเนี่ย ถึงมุราซากิบาระจะตัวใหญ่ที่สุดก็เถอะ!!

 

                   

"สรุปก็โดนลากมาร่วมด้วยจนได้..." พึ่งเคยเห็นคางามิถอนหายใจเหมือนปลงก็ตอนนี้แหละ

 

                   

"สบายดีไหม โคคิ"

 

 

อาคาชิ เซย์จูโร่ในร่างชายหนุ่มเรือนผมสีแดงปกติธรรมดาไม่มีหูหรือหางงอกออกมาเป็นส่วนเกินส่งรอยยิ้มพิมพ์ใจไปให้ฟุริฮาตะหัวใจกระตุกเล่น

 

                   

นี่ก็ยิ้มอย่างเดียว...ไม่สนใจ...หรือจะเรียกว่าไม่สะทกสะท้านกับรังสีชิวาว่าตัวใหญ่ที่ขู่ฟ่อกลายร่างเป็นราชสีห์คลั่งอยู่เลยสักนิดดีนะ

 

                   

"อ...อื้ม"

 

                   

"นี่พวกนายทำเมินฉันเรอะห๊ะ! แล้วก็เลิกส่งสายตาหวานเยิ้มใส่น้องฉันซักทีได้มั้ยไอ้จิ้งจอกเจ้าเล่ห์!!!"

 

                   

ฟุริฮาตะคนพี่โวยลั่น เจ้าตัวหยิบมีดสำหรับไล่ปีศาจที่เจ้าตัวลงคาถาอย่างแรงขึ้นมาเตรียมปาใส่คนที่ยืนอยู่หน้าบ้านทั้งหมด  แต่กลับทำไม่สำเร็จเพราะมีคนห้ามอยู่ใกล้ ๆ

 

                   

ทั้งคนที่ไม่ใช่คน(?) และคนธรรมดาที่อยู่หน้าบ้านทั้งหมดถอยกรูดไปหลบกำแพงสองข้างทันควัน ยกเว้นเด็กหนุ่มผมแดงคนหนึ่งที่ยังกล้ายืนส่งยิ้มหวานให้ฟุริฮาตะคนน้องอยู่ได้เฉย ๆ อย่างไม่กลัวตายเท่าไหร่

 

                   

เขาบอกไปแล้วนี่...ว่าต้องทำให้ชินกับพวกเราเอาไว้น่ะ…แล้วอีกอย่างหนึ่ง...ตอนนี้ก็มีคนช่วยห้ามอยู่

 

                   

"พี่หยุดเลยนะ!! เก็บมีดอันตรายพวกนั้นไปด้วย มีดพวกนั้นไม่ใช่ของธรรมดา ๆ ซักหน่อย ถ้าพี่ทำอะไรพวกเขาแม้แต่นิดเดียวล่ะก็ อย่าหาว่าผมไม่เตือนนะ! ผมจะไม่ยุ่ง ไม่คุยกับพี่อีกเลย"

 

                   

ถึงจะไม่มีผลกับพวกมนุษย์ แต่ขืนปาไปโดนจุดอ่อนของพวกปีศาจเข้าล่ะก็ ตายสถานเดียวเลยนะนั่น...ถึงเขาจะไม่รู้ก็เถอะว่าจุดอ่อนของพวกปีศาจประเภทแมวกับประเภทหมา(จิ้งจอก)จะอยู่ตรงไหนก็เถอะ...

 

                   

"โคคิทำแบบนั้นไม่ได้นะ พี่ทำเพื่อปกป้องเรานะ!" คุณพี่หันไปหาน้องชายสุดที่รัก ส่ายหน้าปฏิเสธค้านความคิดน้องตัวเองสุดชีวิต

 

                   

"ถ้าพี่ทำร้ายพวกเขาก็เหมือนทำร้ายผมด้วยนั่นแหละ!!" คนน้องก็ไม่ยอมเหมือนกัน เรื่องอะไรจะให้เอาของอันตรายพวกนั้นไปทำร้ายเพื่อนของเขากันเล่า!!

 

                   

"ใช่แล้วครับ ถ้าพี่ชายทำร้ายพวกผม โคคิจะเสียใจนะครับ"

 

                   

"เซย์..."

 

                     

"ใครเป็นพี่ชายของแกห๊ะ! แล้วสนิทถึงขนาดเรียกชื่อกันแล้วเรอะ แกตายซะเถอะ!!"

 

                   

ฟิ้ว!!

 

                   

อาการผีเข้าร่างมาเยือน เมื่อมือไปไวกว่าคำพูดและความคิด ฟุริฮาตะ โคจิ สะบัดมือออกไปอย่างรวดเร็วตามทักษะของร่างกายปกติที่มักจะจัดการพวกปีศาจมาตลอด พอ ๆ กับที่มีดบินพุ่งออกไปอย่างเร็วและแรง เฉียดใบหน้าหล่อเหลาจนเป็นรอยแผลมีดบาดไปเสี้ยวหนึ่งจนเลือดออก

 

                   

ฟู่! ฟู่!

 

                   

เสียงเหมือนอะไรซักอย่างดังขึ้นและกลิ่นไหม้ลอยเข้าจมูกจนทุกคนต้องหันมอง ควันสีขาวลอยขึ้นมาจาง ๆ  ฟุริฮาตะหน้าซีดเผือด ถลาตัวเข้าไปดูอาการของคนที่ยืนนิ่งอยู่กับที่พร้อมกับแผลสดใหม่บนใบหน้าทันที

 

                   

หลบได้ง่าย ๆ แท้ ๆ แต่ก็ไม่ยอมหลบนะ/ครับ...

 

                   

"เซย์เป็นอะไรหรือเปล่า!!!?" เด็กหนุ่มยื่นมือไปจับใบหน้าของคนที่ยังยืนยิ้มอยู่ได้อย่างระวังที่สุด ยังดีที่มันไม่ลึกมากจนเกินไป แต่แบบนี้ทำเกินไปแล้ว...

 

                   

"ไม่เป็นไรหรอกโคคิ อย่าทำหน้าแบบนั้นสิ" เด็กหนุ่มเรือนผมสีน้ำตาลน้ำตาคลอเบ้าจนอาคาชิต้องช่วยปาดน้ำตาให้อย่างเบามือ

 

                   

เล่นแรงเกินไปหน่อยหรือเปล่านะ....เขาคิด แต่โคคิถึงกับร้องไห้เพื่อเขาแค่นี้ก็ดีใจแล้ว

 

                   

"ก็ฉันกลัวนายจะเป็นอะไรไปนี่นา ดูสิเป็นแผลแบบนี้...เจ็บมากหรือเปล่า? เมื่อกี้ได้ยินเสียงอะไรแปลก ๆ ด้วยอ่ะ โดนมีดแบบนั้นเข้าไปคงจะเจ็บมากแน่ ๆ เลย นั่นไม่ใช่มีดธรรมดาหรอกนะ...ยังดีที่โดนแค่ถาก ๆ อ่ะ ฮือ ๆ"

 

                   

"แค่โคคิเป็นห่วงผมขนาดนี้ก็หายเจ็บแล้วล่ะ...ถึงขนาดร้องไห้เพื่อคนอย่างผมเลยเหรอ?" ถือโอกาสจับมือนุ่มนิ่มขึ้นมาจูบเบา ๆ แล้วส่งรอยยิ้มบางให้

 

                   

“ ‘คนอย่างผม’ อะไรของนายกันเล่า! เจ้าบ้า!”

 

                   

แม้โดนด่าว่า ‘บ้า’ ก็ยังจะยิ้ม...

 

                   

"..."

 

                   

เหล่าคนมุงหลังกำแพง มองเหตุการณ์ตรงหน้าอย่างหาคำบรรยายไม่ถูก มันดูโรแมนติกเหลือเกิน ถ้าไม่มีแบล็คกราวด้านหลังเป็นพี่ชายของใครบางคนที่กำลังยืนช็อค แต่ที่แปลกกว่าคือ...พวกเขาไม่ค่อยจะเห็นด้านนี้ของอาคาชิซักเท่าไหร่เนี่ยสิ

 

                   

ปกติเอาแต่ออกคำสั่ง...

 

                   

หรือไม่ก็ชอบทำหน้าเป็นยักษ์เป็นมารเสียมากกว่า…

 

                   

เด็กหนุ่มผมแดงจูบมืออีกข้างเบา ๆ เห็นแบบนั้นฟุริฮาตะถึงได้หยุดร้องเพราะเกิดเขินขึ้นมา "...บ..บ้า อย่าเล่นแบบนี้สิ คนเขาอุตส่าห์เป็นห่วง" ฟุริฮาตะหน้าเห่อร้อนขึ้นมาทันใด ถูกคนตรงหน้าชักจูงบรรยากาศจนทำให้ลืมพี่ตัวเองไปซะสนิท

 

                   

"ผมไม่ได้เล่นหรอกนะ ไม่เชื่อโคคิลองจูบผมตรงนี้คืนบ้างสิ รับรองหายเจ็บแน่นอน" จิ้มแก้มตัวเองอีกข้างหนึ่ง บ่งบอกให้ทำเร็ว ๆ "แต่ว่า..." คนโดนขอมาแบบนั้นหน้าแดงยิ่งกว่าเดิม

 

                   

"ไม่งั้นผมไม่หายเจ็บหรอกนะโคคิ" ทำสายตาตัดพ้อ...ยิ่งทำให้คนมองต้องรีบตัดสินใจ

 

                   

"ก...ก็ได้ ถ้างั้น..."

 

                   

เด็กหนุ่มยื่นหน้าเข้าไปใกล้เตรียมทำตามอย่างว่า ตกหลุมพรางคนเจ้าเล่ห์โดยง่าย ชิวาว่าคนน้องช่างใสซื่อแล้วยังซื่อบื้อเหลือเกิน...

 

                   

‘แผลรอยบาดแบบนั้นรักษาง่ายนิดเดียวแท้ ๆ’

 

                   

เหล่าคนที่รู้ก็ยังคงเงียบปาก เพราะยังไม่กล้าลองดีน่ะสิ

 

                   

"ว๊ากกกก!! ก...แก แก...ไอ้จิ้งจอกเจ้าเล่ห์ เห็นเต็ม ๆ สองตาเลยนะเฟ้ย!! ใครจะยอมยกโคคิสุดรักสุดหวงของฉันให้แกกันฟะ!! ฉันเลี้ยงน้องมาอย่างดี ยุงไม่ให้ไต่ ไรไม่ให้ตอม แม้แต่แมลงก็ไม่ให้เข้าใกล้ แต่แกกลับมาทำแบบนี้เรอะ!" เขาเลี้ยงน้องมาตั้งแต่ตัวเล็กนิดเดียวจนโตขนาดนี้ อย่าหวังเลยเฟ้ย!!

 

                   

ตะโกนขึ้นมาเสียงดังก้อง ชี้หน้าด่าแล้วยังดึงไหล่เล็กน้องชายตัวเองกลับมาอย่างรวดเร็ว ฟุริฮาตะที่พึ่งจะได้สติ สะบัดหน้าไปมาอย่างแรง เมื่อกี้เหมือนกับเขาโดนดวงตาสองสีคู่นั้นดึงดูดให้ทำตามไปอย่างนั้นแหละ

 

                   

นี่เขาเกือบจะจูบอาคาชิไปแล้วสิ...นี่เขาทำอะไรลงไปเนี่ย!! ใจกล้าเหลือเกินเมื่อกี้!!

 

                   

แน่นอนว่าพลังอย่างหนึ่งของจิ้งจอกคือการ ‘สะกด’ ฝ่ายตรงข้ามให้ทำตามอย่างที่ใจคิด แต่ในกรณีของอาคาชินั้น เป็นการโน้มน้าวและสะกดไปในตัวอย่างเป็นธรรมชาติ เท่ากับว่า...ถึงจะโดนสะกดแต่ฟุริฮาตะก็ยังมีสติอยู่ เพราะเจ้าตัวก็ยอมตามฝ่ายตรงข้ามด้วยเหมือนกัน...

 

                   

แต่ถึงจะมีพลัง ‘สะกด’ ขี้โกงแบบนั้น พวกเขาก็ไม่ได้เอาไปใช้พร่ำเพรื่ออยู่ดี ไม่งั้นคงสะกดฟุริฮาตะคนพี่ให้ยอมรับพวกเขาไปนานแล้ว...

 

                   

"พวกนายอย่ามองผมแบบนั้น ผมทำแบบนี้ก็เพราะเป็นโคคิหรอก..." เหมือนคนใช้จะรู้ดีที่สุด ถึงได้พูดดักอออกไปก่อน

 

                   

"?"

 

                   

คนโดนสะกดยังไม่รู้เรื่อง ส่วนอีกห้าคนที่เหลือนั้นรู้ดี ยกเว้นแต่คนนอกแค่สองคนที่อีกคนยืนงงอยู่ ส่วนอีกคนกำลังโกรธหน้าดำหน้าแดงเพราะทำอะไรไม่ได้ เมื่อกี้ดันพลั้งมือไปก่อนความคิดอีก...

 

                   

ก็ไม่มีใครว่าอะไรนี่ครับ...จะใช้ไม่ใช้มันก็เรื่องของคุณ...

 

                   

"ขอโทษด้วยนะครับฟุริฮาตะซัง ที่พวกผมเสียมารยาท แต่ยังไงโคคิก็เป็นเพื่อนคนสำคัญของพวกผมอยู่ดี... เพราะงั้นถ้าจะให้เลิกพูดคุย เลิกเจอ เลิกคบกัน คงจะเป็นไปไม่ได้หรอกครับ ต้องขอโทษที่อาจจะสร้างความรำคาญใจให้นะครับ" อาคาชิพูดอย่างสุภาพและเป็นความจริงทั้งหมดทุกอย่าง แต่มีหรือที่คนดื้อด้านจะยอมฟัง หากว่าอาคาชิดื้อรั้นแล้ว ฟุริฮาตะ โคจินั้นกลับมีนิสัยดื้อรั้นกว่ามาก

 

                   

"อย่ามัวแต่พูดอยู่เลยเซย์ เมื่อกี้โดนมีดอาคมบาดยังไม่ได้ทำแผลเลย เดี๋ยวก็ติดเชื้อหรอก เข้าไปด้านในก่อนเถอะ" ยังไงมันก็เป็นมีดธรรมดาลงอาคมกำจัดปีศาจ

 

                   

"โคคิ ไม่ได้นะ! ห้ามพามันเข้าบ้านเด็ดขาด!!" ทำไมน้องเขาถึงไม่สนใจเขาบ้างเลยเนี่ย เอาแต่เป็นห่วงมันอยู่ได้!! ยิ่งคิดก็ยิ่งโมโห อยากเฉือดคนทิ้งเหลือเกิน!

 

                   

ฟุริฮาตะคนน้องผู้ไม่สนใจจะทำตาม เดินจับแขนชายหนุ่มผมแดงเข้าบ้าน เดินผ่านพี่ชายของตัวเองที่คงจะช็อคไปแล้วเหมือนกัน

 

                   

"นี่โคคิไม่ฟังฉันเพราะเจ้านั่นเหรอเนี่ย!!" ถึงกับเข่าทรุดลงหน้าบ้านไปแบบนั้น...ใช่สิ น้องเขาไม่ฟังเขาแล้วนี่ เพราะดันถูกเจ้าพวกปีศาจพวกนี้ล่อลวงนี่เอง

 

                   

แบบนี้มันต้องกำจัด!!....แต่ว่า...ทำไม่ได้ ถ้าทำละก็ ได้โดนเกลียดไปตลอดชีวิตแน่ ยิ่งโคคิเป็นพวกทำจริงโกรธจริงด้วย ถึงปกติคนหายโกรธก่อนจะเป็นน้องเขาก็ตาม แต่ถ้าเป็นเรื่องแบบนี้ไม่ยอมง่าย ๆ แน่ เขารู้ดีที่สุด บ้าเอ้ย!!

 

                   

ดวงตาสีน้ำตาลคมกล้าตวัดขวับหันไปมองผู้ร่วมชีวิตอีก 5 ตัวกับ 1 คนที่เหลือ คางามิน่ะไม่เป็นไรหรอก หมอนี่ซื่อบื้อจะตายไป และยังเป็นเพื่อนสนิทกับโคคิ แต่เจ้าพวกนั้นน่ะสิ...

         

          

คลืน! คลืน! คลืน!

 

                   

ฟุริฮาตะ โคจิ ได้แต่ส่งรังสีฆ่าฟันไปยังพวกคุโรโกะโดยที่ตัวเองทำอะไรไม่ได้เลย

 

                   

‘หวา! น่ากลัวแฮะ’ มุราซากิบาระผู้ยืนอยู่หน้าสุดของแถว ยังขยาดกับสายตาที่เหมือนกับจะฆ่ากันแบบนั้น

 

                   

‘ใจเย็น ๆ นะครับมุราซากิบาระคุง พี่ชายฟุริฮาตะคุงไม่กล้าทำอะไรพวกเราหรอกครับ’ เริ่มส่งกระแสจิตคุยกันในใจ หากอยู่ใกล้กันขนาดนี้มีหรือจะไม่ได้ยินสิ่งที่คิดกัน

 

                   

“พวกนายจะเงียบกันทำไมล่ะนั่น” มีแค่คางามิที่ดูเหมือนจะไม่รู้เรื่องอะไรเลย

 

                  

‘ต...แต่ฉันว่า ก็ยังน่ากลัวอยู่ดีอ่ะคุโรโกจจิ แล้วพวกเราจะเข้าบ้านฟุริจจิกันได้ยังไงอ่ะ’         

 

                   

‘คงได้ยืนอยู่ตรงนี้ทั้งวันแหง ๆ ถ้าฟุริฮาตะซังยังยืนเฝ้าประตูบ้านอยู่แบบนี้น่ะ’ มิโดริมะดันแว่นพลางเหงื่อตก

 

                   

‘แบบนั้นไม่เอานะเฟ้ย! ฉันหิวจะแย่อยู่แล้ว!’

 

                   

‘งั้นพวกคุณก็กล้า ๆ หน่อยสิครับ’

 

                   

‘แล้วนายไม่ลองเข้าไปก่อนล่ะเท็ตสึ นายมีมิสไดเร็คชั่นอยู่ไม่ใช่หรือไง!’

 

                   

‘อยากจะทำแบบนั้นอยู่เหมือนกันครับ แต่ดูเหมือนมันจะใช้ไม่ได้ผลกับเขาน่ะครับ’

 

                   

‘แบบนี้ก็แย่น่ะสิ ฉันไม่อยากยืนอยู่หน้าบ้านเฉย ๆ หรอกนะ เริ่มหิวขนมแล้วด้วย’

 

                   

‘อาคาชิจจิขี้โกง เข้าไปก่อนพวกเราอีก!’

 

                   

‘ช่วยไม่ได้หรอกครับเขากำลัง(แกล้ง)บาดเจ็บอยู่’

 

                   

‘บาดเจ็บบ้านนายสิเท็ตสึ แผลเล็กแค่นั้น แค่หมอนั่นกระพริบตาทีเดียวโดยไม่ต้องทำอะไรมันก็หายแล้ว!!’

 

                   

‘ก็ถึงได้บอกไงครับว่าเขาแกล้ง’

 

                   

‘แถมยังคงสภาพรอยแผลไว้ด้วยน่ะนะ ลงทุนมากนาโนดาโยะ...’

 

                   

“เจ้าพวกบ้า!...ถึงฉันจะทำอะไรพวกนายไม่ได้ แต่อย่าหวังว่าฉันจะให้พวกนายผ่านประตูบ้านนี้เข้าไปได้เลย!!” เอ่ยเสียงเย็นข่มขู่อย่างเต็มที่

 

                   

‘แล้วพวกเราจะเอายังไงดีล่ะฟุริจจิ!!’

 

                   

‘ดูเหมือนว่าจะไม่ต้องทำอะไรแล้วล่ะครับ...’ นัยน์ตาสีฟ้าจ้องนิ่งไปยังหน้าประตูที่เปิดออกช้า ๆ

 

                   

“อ้าว! นั่นเพื่อนของโคคิใช่มั้ยน่ะ ยินดีที่ได้รู้จักนะจ๊ะ ฉันเป็นแม่ของโคคิน่ะ” คุณแม่ส่งรอยยิ้มอ่อนโยนไปให้เพื่อนอีกหลายคน “อ้อ คางามิคุงก็มาด้วยสินะ”

 

                   

“ค...ครับ”

 

                   

“แล้วเรามายืนทำอะไรหน้าประตูล่ะโคจิ?” ใบหน้าอ่อนโยนหันไปถามมลูกชายคนโตอีกคนหนึ่ง “เมื่อกี้เพื่อนของโคคิเข้าไปในบ้านคนหนึ่งแล้ว หน้าตาจัดว่าดูดีมากเลยนะ และยังมีตรงนี้อีก”

 

                   

“เอ่อ...ง...งั้นเหรอครับ”

 

                   

“ทำไมไม่เชิญแขกเข้าบ้านล่ะ? ปล่อยให้ยืนอยู่แบบนี้ได้ยังไง” เอ่ยเสียงเชิงดุเล็กน้อย ที่ลูกชายของเธอทำตัวไร้มารยาทแบบนี้ “ไม่ได้นะครับแม่! นั่นมันพวกปีศาจทั้งนั้นล่ะ!” โคจิชี้ไปยังห้าหน่อที่เหลืออย่างเอาเรื่อง

 

                   

“แบบนี้นี่เอง โคคิบอกแม่แล้วล่ะ แต่ว่านะ...ยังไงเขาก็เป็นเพื่อนของโคคินี่นา ไม่มีปัญหาหรอก แถมดู ๆ แล้วพวกเขาก็ไม่ได้มาร้ายด้วยนะ เพราะงั้นพวกเธอรีบเข้าบ้านก่อนเถอะ”

 

                   

“ไม่ได้นะครับแม่!”

 

                   

“โคจิ!!”

 

                   

“!!.......ก...ก็ได้” ฟุริฮาตะคนพี่สะดุ้งไปนิด เขาหันไปทางพวกปีศาจที่เหลือแล้วเอ่ยเสียงดัง “พวกแกจะเข้ามาก็รีบ ๆ เข้า เดี๋ยวฉันเกิดเปลี่ยนใจสับหัวแบะเรียงตัวไม่รู้ด้วย!!!”

 

                   

“ไปพูดแบบนั้นได้ยังไงน่ะห๊ะ!”

 

                   

“แอ่ก! โอ๊ยเจ็บ!” โดนฝ่ามือพระมารดาสับหัวลงมาเต็ม ๆ จนต้องร้องออกมา แรงไม่ใช่น้อยเลยจริง ๆ

 

                   

‘ดูท่าจะรอดแล้วนะครับ’

                   

 

‘คุณแม่เป็นคนที่ใหญ่ที่สุดนี่เอง...มิน่าถึงไม่กล้าขัด แต่ฉันหิวแล้วอ่ะรีบ ๆ เข้าเถอะ’

 

                   

พวกเขาเดินเข้าบ้านไปพร้อมกับได้รับสายตาเดือดดาลหยั่งคนทำอะไรไม่ได้ตามมา

 

 

                   

                   

“เซย์...ยังเจ็บอยู่มั้ย?” มือเล็กจับแก้มร่างสูงกว่าที่เพิ่งจะติดพลาสเตอร์ให้เสร็จ จริง ๆ ถึงไม่ต้องทำแบบนี้ก็รักษาเองได้ แต่ฟุริฮาตะอยากจะทำให้ ดูเหมือนว่าจะลืมไปแล้วว่าร่างสูงสามารถรักษาเองได้ด้วย

 

                   

“ไม่เจ็บแล้วล่ะ”

 

                   

“งั้นเหรอ” ฟุริฮาตะถอนหายใจน้อย ๆ พลางหันไปมองพี่ชายของตัวเองที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามอย่างเคืองนิด ๆ “อย่ามามองพี่แบบนั้นนะ มันพูดจากวนประสาทพี่เอง”

 

                   

“พูดจากวนประสาทตรงไหนกัน! ก็แค่บอกว่าทำร้ายอาคาชิก็เหมือนทำร้ายผมไม่ใช่รึไง!!” คนเป็นน้องเถียงกลับอย่างเอาเรื่อง “เหอะ! โดนแค่นั้นมันยังไน้อยไปด้วยซ้ำ!!” ฟุริฮาตะ โคจิสะบัดหน้าหันไปทางอื่น แม้แต่หน้าก็ยังไม่อยากจะมองด้วยซ้ำ

 

                   

พี่เขาเนี่ยหัวดื้อชะมัด...

 

                   

“เอาล่ะ ๆ หยุดทะเลาะกันก่อนเถอะ เพื่อน ๆ ของโคคิอุตส่าห์มาที่บ้านแบบนี้ต้องเลี้ยงฉลองหน่อยดีมั้ย?”

 

                   

“ผมไม่ใช่เพื่อนของเขาหรอกครับ...” อาคาชิเอ่ยพลางยิ้มให้กับคุณแม่ของฟุริฮาตะ น่าเสียดายที่พ่อเจ้าตัวไม่อยู่ แต่ก็ไม่เป็นไร

 

                   

“เอ๋! ไม่ใช่หรอกเหรอจ๊ะ?”

 

                   

“ผมเป็น ‘คนรัก’ ของโคคิน่ะครับ” อาคาชิยืนขึ้นแล้วเอ่ยบอกด้วยรอยยิ้ม

 

              

“ซ...เซย์!”

 


ถึงมันจะเป็นเรื่องจริง แต่จะบอกออกไปทำไมเล่า แค่บอกเรื่องที่อีกฝ่ายเป็นปีศาจแค่นั้นแม่เขาก็ดูเหมือนจะตกใจแล้วนะ!

 

                   

“ไอ้ปีศาจนี่! หาเรื่องตายไวรึไงห๊ะ!” อยากจะยืนอยู่หรอก แต่โดนสายตาปรามไว้เลยต้องนั่งเฉย ๆ

 

                   

“เอ๋! งั้นเองเหรอจ๊ะ” คุณแม่เอียงคอน้อย ๆ พลางเอ่ย ดูเหมือนว่าคนเป็นแม่จะไม่ได้ฟังเสียงร้องประท้วงของคนเป็นลูกเลยซักนิด “ถ้างั้นเธอก็คงจะดูแลโคคิได้สินะ”

                   

 

“แม่!!!!” ฟุริฮาตะ โคจิแทบจะร้องเสียงหลง แม่ไม่ฟังเขาเลย!!

 

                 

“ได้ครับ...ขอให้โคคิเป็นภรรยาของผมได้มั้ยครับ?”

 

                   

เหล่าปีศาจและคนในที่นี่มองด้วยความอึ้งและทึ่ง อาคาชิก้มหัวค้อมอย่างสุภาพให้กับคนที่น่าจะอายุมากที่สุดในที่นี่ ถึงว่ากันตามอายุพวกเขาจะมากกว่าก็ตามที แต่ถ้าจะเทียบกัน...พวกขาก็คงจะอายุพอ ๆ กับโคคินั่นแหละ

 

                   

‘โฮ่ย ๆ ถึงจะรู้อยู่แล้วก็เถอะ แต่มันเร็วไปมั้ยเนี่ย’ อาโอมิเนะคิ้วกระตุกนิด ๆ ข้าวยังไม่ตกถึงท้อง ยังมาเจอฉากแบบนี้อีก แต่ก็หาดูยากดีเหมือนกัน

 

                   

‘ผมว่าเขาคิดแบบนี้มาตั้งนานแล้วล่ะครับ เพียงแต่ยังไม่มีโอกาส พอได้โอกาสแล้วก็เลยคว้าหมับเอาไว้แบบไม่ปล่อยทิ้งให้เสียเปล่าเลยซักนิด...’

 

                   

‘อาคาชิจจิร้ายกาจมาก’ ถึงพวกเขาพอจะรู้ความสัมพันธ์ของทั้งสองคนอยู่แล้วก็เถอะ

 

                   

‘สมเป็นอาคาชิเลยนะ’

 

                   

‘อาคาจินรุกเลยมากเลยนะ...’

 

                   

“แหม ๆ มีลูกเขยหล่อ ๆ แบบนี้ แม่ไม่ว่าอะไรหรอกจ๊ะ” คำกล่าวอนุญาต มาพร้อมกับรอยยิ้มบางของคนผมแดงที่แผงไปด้วยความร้ายกาจภายใน

 

                   

“เฮ้ย!! ไม่ได้เฟ้ย! ใครจะยกน้องตัวเองให้ปีศาจฟะ!!” โคจิลุกขึ้นมาแทบจะในทันที เขาจะฆ่ามันเดี๋ยวนี้แหละ!! ทีนี้น้องเขาจะได้กลับมาเป็นเหมือนเดิมซะที!

 

                   

“ไม่ได้นะจ๊ะโคจิ อาคาชิคุงเป็นลูกเขยบ้านเราแล้วนะ”

 

                   

“ห๊า!! ว่าอะไรนะ!!”

 

                   

โคจิอ้าปากค้าง คำกล่าวอนุญาตเป็นรอบที่สองทำให้เขาแทบช็อคกับสิ่งที่ได้ยิน

 

                   

“เดี๋ยวนี้หัดหูตึงเหรอจ๊ะโคจิ ก็บอกว่าอาคาชิคุงเป็นลูกเขยของเราแล้วยังละจ๊ะ” มีการเหน็บแนมเล็กน้อย คำกล่าวรอบที่สามของผู้เป็นแม่ราวกับฟ้าผ่าลงมากลางใจ โคจิยกมือขึ้นมาขยี้หัวพลางส่ายไปส่ายมาอย่างคนบ้า

 

                   

“ฮะฮะ...ไม่....ไม่มีทาง....ไม่มีทางล่ะ มันต้องบ้าไปแล้วแน่ ๆ!!”

           

        

พี่จะเป็นอะไรหรือเปล่าเนี่ย...ถึงเขาจะตกใจกับสิ่งที่ได้ยินจากแม่ก็ตามทีเถอะ...

 

                   

“ไม่! ไม่!...ไม่มีทาง ฉันไม่ได้ยินอะไรทั้งนั้น!!!!!”

 

                   

พูดจบก็วิ่งหนีออกไปจากห้องรับแขกทันที แบบไม่เห็นฝุ่นและไม่เห็นเงา พวกคุโรโกะต่างก็มองเหตุการณ์ทั้งหมดด้วยความอึ้งทึ่งสรุปแล้วคนที่กำราบคนน่ากลัวแบบนั้นได้....

 

                   

ดูเหมือนว่าจะเป็นแม่ของเจ้าตัวนั่นแหละ...

 

 

 

 

The End

 

 

 

 

 

หนึ่งคอมเม้นท์เป็นกำลังใจให้คนแต่งค่ะ...ไม่ใช่อะไรหรอกค่ะ แค่อยากอ่านความคิดเห็นของแต่ล่ะตอน ฮ่าๆ ข่้ามๆอันนี้ไปเถอะค่ะ

 

 

 

 

ติดตามการอัพเดทได้ที่
www.facebook.com/KougaWriter

 

Comment

Comment:

Tweet

  ไอ้จิ้งจอกเจ้าเล่ห์ 555 เข้าใจเปรียบเทียบนะคุณพี่ชาย 

แอบสงสารเฮียแกนะ น้องทั้งคน แต่ชอบใจ นายน้อย ช่างกล้าจริงๆ 

#1 By โฮตารุ (223.205.249.251) on 2015-09-18 21:37